Anda di halaman 1dari 146

ประวัตช

ิ ุมชนบ้านขามเปี้ ย หมู่ 5

อาเภอบ้านแฮด เป็ นอีกหนึ่งอาเภอในจังหวัดขอนแก่น


จัดตัง้ ขึน ้ ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย
โดยการแบ่งท้องทีต ่ าบลจากอาเภอบ้านไผ่จานวน 4 ตาบล จัดตัง้ เป็ นกิง่ อาเภอ
เมือ ่ วันที่ 1 เมษายน 2538 มี นายชัชวาลย์ ศิรพ ิ นั ธ์
เป็ นปลัดอาเภอผูเ้ ป็ นหัวหน้าประจากิง่ อาเภอบ้านแฮด คนแรก ต่อมาเมือ ่ วันที่ 28
กันยายน 2552 ได้รบ ั การยกฐานะขึน ้ เป็ นอาเภอโดยมี นายดารงค์ สิรวิ ช ิ ย
อิม
่ วิเศษ เป็ นนายอาเภอบ้านแฮดคนแรก
ชือ ่ "บ้านแฮด" มีทม ี่ ามาจากคาบอกเล่าของคนรุน ่ ก่อน ว่า
แต่กอ ่ นพื้นทีแ ่ ห่งนี้เป็ นป่ าดงดิบ มีสตั ว์ป่านานาชนิดจานวนมาก "พ่อขุนภิรมย์"
ผูก ้ อ ่ ตัง้ หมูบ ่ า้ นคนแรก ได้นาราษฎรจานวนหนึ่ง
บุกเบิกแผ้วถางป่ าเพือ ่ ปลูกบ้านอยูอ ่ าศัย
ใกล้หนองน้าทีม ่ ีสตั ว์ป่านานาชนิดลงมากินน้าในหนองน้าแห่งนี้เป็ นประจา
จนวันหนึ่งซึง่ ตรงกับวันขึน ้ ๑๕ ค่า อันเป็ นคืนเดือนเพ็ญ มีสตั ว์จาพวก "แฮด"
หรือ "แรด" มากินน้าทีห ่ นองน้าแห่งนี้มากผิดปกติ ซึง่ เป็ นเหตุการณ์ ทแ ี่ ปลกมาก
ด้วยเพราะไม่มีสตั ว์ชนิดอืน ่ ลงมากินน้าทีห ่ นองน้าแห่งเลย
ผูก้ อ ่ ตัง้ หมูบ ่ า้ นจึงขนานนามบริเวณทีบ ่ รรดาแฮด หรือ แรด ลงมากินน้าว่า
"ซาแฮด"
คาว่า "แฮด" เป็ นภาษาอีสาน หมายถึง "แรด" ในภาษากลาง
เป็ นชือ ่ เรียกสัตว์ชนิดหนึ่งคือ "แรด" นัน ้ เอง ผูม ้ าก่อตัง้ หมูบ ่ า้ นตัง้ ชือ

"บ้านซาแฮด" ตามทาเลทีต ่ ง้ ั หมูบ ่ า้ น คือ ซาแฮด ตัง้ แต่บดั นัน ้
ต่อมาจึงเพี้ยนมาเป็ น "บ้านแฮด" ในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบน ั
ซึง่ บ้านคาเปี้ ย คือ หมูท ่ ี่ 5 ประวัตค ิ วามเป็ นมาของชุมชนบ้านขามเปี้ ย หมูท ่ ี่
5 อดีต คือ บ้านขามเตีย้ หมูท ่ ี่ 5 ตาบลบ้านเป้ า อาเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น
ในปี พ.ศ. 2352
ได้มีการอพยพออกมาพร้อมกันหลายเผ่าพันธุ์มาจากทิศเหนือของภาคอีสาน
ทางผูน ้ าขณะนัน ้ เห็นว่าสถานทีแ ่ ห่งนี้ เป็ นพื้นทีช ่ ยั ภูมท ิ ม
ี่ ีความอุดมสมบูรณ์
มีแหล่งน้า
มีสตั ว์ป่ามากมายเหมาะสาหรับการก่อสร้างบ้านแปลงเมืองและให้กาเนิดขยายเผ่
าพันธุ์ออกมาเป็ นลูกเป็ นหลาน สืบสานการดารงชีวต ิ
จากรูปของตนเองและผสมผสานกับบุคคลถิน ่ ฐานทีอ ่ ยูใ่ กล้
และไกลออกมาเป็ นพื้นเพ คนถิน ่ นี้คอ ื บ้านขามเตีย้ ในอดีต
และขามเตีย้ ในปัจจุบน ั ทีม่ ีความสามารถ มีรา่ งกายแข็งแรง ทามาหากินเก่ง
เลี้ยงลูกหลานให้อุดมสมบูรณ์ อบรมสั่งสอนลูกหลานให้เป็ นคนดี
สามารถให้ความช่วยเหลือผูอ ้ ืน
่ ได้ดี จะถูกเลือกให้เป็ นผูน ้ า เรียกในสมัยต่อมาว่า
“ผูใ้ หญ่บา้ น” ในอดีตทีผ ่ า่ นมา – ถึงปัจจุบน ั ชุมชนบ้านขามเปี้ ย มีผน ู้ าทัง้ สิน
้ 8
คน และต่อมาก็ได้รบ ั การตัง้ ให้เป็ นผูใ้ หญ่บา้ น (ข้อมูลสอบถามจาก นางเบญจพร
นามเทพ)
รายชือ่ ผูใ้ หญ่บา้ น ตัง้ แต่กอ ่ ตัง้ บ้านขามเปี้ ย หมูท
่ ี่ 5 จนถึงปัจจุบน ั
1.นายผาง สินทร
2. นายผ้าง จาพร
3. นายชาย สาร่อน
4. นายบุญมี ตีกา
5. นายกล มีคาทอง
6. นายแหวง ตีกา
7. บายบุญชู มีคาทอง
8. นายละออง ลาดวงษา
9. นายสมคิด มีคาทอง
ปัจจุบน ั มีแกนนาหลัก 10 คน ได้แก่
1. นายสมคิด มีคาทอง เป็ นผูใ้ หญ่บา้ น
2. นางสุชาดา ทาร่อน เป็ นประธาน อสม. หมูท ่ ี่ 5
3. นายบุญมี สีโล เป็ นผูเ้ ชีย่ วชาญด้านแพทย์แผนไทย
4. นางวรรณภา สิทธิกุลชัย เป็ นผูม ้ ีความรูด ้ า้ นแพทย์แผนไทย
5. นายเคน ไฮงาม และ 6. นายสม แปชน
เป็ นผูม้ ีความรูด ้ า้ นการอนุรกั ษ์ ศลิ ปวัฒนธรรมและประเพณีทอ ้ งถิน
่ ด้านการอนุรกั
ษ์ ศลิ ปวัฒนธรรมและประเพณีทอ ้ งถิน ่
7. นายละออง ลาดวงษา
เป็ นผูม ้ ีความรูด ้ า้ นขนบธรรมเนียมประเพณี เป็ นอดีตผูใ้ หญ่บา้ น
8. ส.ต.ไสว มีคาทอง เป็ นปราชญ์ชาวบ้าน
ผูม
้ ีความรูพ ้ ธิ ีกรรมทางศาสนา/ขนบธรรมเนียมประเพณีและมี
9. นายเฉลียว ปากเมย ประธานสภาเทศบาลตาบลบ้านแฮด
10. นายทองดี แสนหล้า สมาชิกสภาเทศบาลตาบลบ้านแฮด

เส้นทางการพัฒนาชุมชน
และแผนทีแ
่ สดงทุนทางสังคมและศักยภาพชุมชนบ้านขามเปี้ ย หมูท
่ ี่ 5

- พ.ศ. 2352 เผ่าพันธุ์มาจากทิศเหนือของภาคอีสาน พบต้นมะขามเตีย้


มีแหล่งน้าอุดมสมบูรณ์
จึงตัง้ รกรากปักฐานอยูส ่ ถานทีแ ่ ห่งนัน ้ จึงเกิดเป็ นหมูบ ่ า้ น ชือ ่ ว่า “บ้านขามเตีย้ ”
ปัจจุบน ั เรียกว่า
บ้านขามเปี้ ย
- พ.ศ. 2536 ชาวบ้านบางคนมีฐานะยากจน เมือ ่ มีคนเสียชีวต ิ
ต้องกูเ้ งินมาเพือ ่ จัดงานศพ
ก่อให้เกิดหนี้สน ิ ตามมาผูน ้ าชุมชนและประชาชนเล็งเห็นความสาคัญ
จึงส่งเสริมให้สมาชิกรูจ้ กั ออมเงิน เพือ ่ แบ่งปันซึง่ กันและกัน
ปัจจุบน ั จึงจัดตัง้ กองทุนกลุม ่ ฌาปนกิจสงเคราะห์
- พ.ศ. 2538 อาเภอบ้านแฮด เป็ นอีกหนึ่งอาเภอในจังหวัดขอนแก่น
จัดตัง้ ขึน ้ ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย
โดยการแบ่งท้องทีต ่ าบลจากอาเภอบ้านไผ่จานวน 4 ตาบล จัดตัง้ เป็ นกิง่ อาเภอ
นายชัชวาลย์ ศิรพ ิ นั ธ์
เป็ นปลัดอาเภอผูเ้ ป็ นหัวหน้าประจากิง่ อาเภอบ้านแฮดคนแรก
- พ.ศ. 2543 ส่วนใหญ่ประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ใช้ปุ๋ยเคมีราคาสูง
และส่งผลให้สงิ่ แวดล้อมเป็ นพิษนาวัตถุดบ ิ ในพื้นทีม ่ าผลิตเป็ นปุ๋ ยอินทรีย์ชีวภาพ
เพือ่ นาไปใช้ในการเกษตรของหมูบ ่ า้ น กลุม ่ เกษตรผสมผสานบ้านขามเปี้ ย ม.5
ปัจจุบน ั สามารถทาเป็ นปุ๋ ยอัดเม็ดและสามารถส่งออกขายนอกพื้นทีไ่ ด้
- พ.ศ. 2548 จากการสอบถามสาเหตุภาวะหนี้สน ิ
ส่วนใหญ่มาจากการทาการเกษตร แหล่งเงินทุนเพือ ่ การประกอบอาชีพ
การให้กูย้ ืม ของบ้านขามเปี้ ย หมู่ 5 ส่วนใหญ่คอ ื กองทุนเงินล้าน
(ข้อมูลสอบถามจาก นางเบญจพร นามเทพ)
- พ.ศ. 2552 ได้รบ ั การยกฐานะขึน ้ เป็ นอาเภอโดยมี นายดารงค์ สิรวิ ช ิ ย
อิม
่ วิเศษ เป็ นนายอาเภอบ้านแฮด คนแรก
- พ.ศ. 2555 คนในชุมชนมีการใช้สมุนไพรในการบาบัดรักษา
มีการปลูกพืชสมุนไพรและแหล่งเรียนรูเ้ กีย่ วกับสมุนไพร โดยมีนายประมวล
คอนพรหม เป็ นแกนนา
โดยการเริม ่ ปลูกพืชสมุนไพรนัน ้ ได้รวบรวมแกนนาผูท ้ ม ี่ ีความรูด ้ า้ นสมุนไพรใน
ท้องถิน ่ มาใช้รกั ษาได้เมือ ่ เจ็บป่ วย จึงจัดตัง้ ภายใต้ชือ ่ กลุม ่ ว่า
อนุรกั ษ์ พืขสมุนไพรชุมชนบ้านขามเปี้ ย
- พ.ศ. 2558 ไปดูงานหลายๆสถานทีเ่ กีย่ วกับพันธุ์ขา้ ว เช่น
มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์วจิ ยั พันธุ์ขา้ วขอนแก่น มีแนวคิดว่า
การออมไม่จาเป็ นต้องเป็ นการออมเงินเท่านัน ้ การออมมีหลายรูปแบบ
การออมเป็ นข้าวก็ดี และธนาคารข้าวจะได้มีรายได้จากดอกเบี้ยข้าวทีก ่ ูย้ ืม
เพือ ่ ให้ผยู้ ากไร้ และสมาชิกกูย้ ืมพันธุ์ขา้ ว กูย้ ืมข้าวกินในช่วงทีม ่ ีความเดือดร้อน
ดังนัน
้ กลุม
่ เป้ าหมายหลักของทุนทางสังคมนี้ คือ ผูย้ ากไร้
และสมาชิกทีม ่ ีความเดือดร้อน
กลุม
่ ธนาคารข้าวชุมชน บ้านขามเปี้ ย

อาณาเขตของหมูบ ่ า้ นขามเปี้ ย หมู่ 5


พื้นทีข
่ องหมูบ
่ า้ น: 1,800 ไร่
ภูมปิ ระเทศ: ทีเ่ นินสลับทีร่ าบสูง มีแหล่งกักเก็บน้า (หนองแสง)
-ทิศตะวันออก จรดหมู่ 8,9,10 และถนนมิตรภาพ
-ทิศตะวันตก จรดกับหมู่ 10 บ้านโคกสาราญ
-ทิศเหนือ ติดกับบ้านโนนสมบูรณ์ หมู่ 5 และ หมู่ 11
-ทิศใต้ จรดกับบ้านแฮด หมู่ 2

การประเมินชุมชน

ข้อมูลทุนทางสังคมและศักยภาพชุมชน 6 ระดับ

ระดับทุนทางสังคม งานกิจ
1. ระดับบุคคลและครอบครัว
นางเข็มพร ผิวขาว ผูอ้ านวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ
ฝึ กสอนการนวดเพือ ่ ผ่อนคลายให้กบ ั อสม
นางทินกร ปากเมย เจ้าพนักงานสาธารณสุขโรงพยาบาลส่งเสร
การออกกาลังกาย
ด้านสุขภาพ
นางหนูแวว เสาร่อน เจ้าพนักงานสาธารณสุขโรงพยาบาลส่งเสร
การออกกาลังกาย พนักงานชานาญการ
นายบุญมี สิโล เป็ นผูม ้ ีสว่ นร่วมในการทาแผนประจาปี ขอ
นางเบญจพร นามเทพ เป็ นประธานกลุม ่ อสม.
นายละออง ลาดวงษา ผูม ้ ีความรูท ้ างด้านขนบธรรมเนียมประเพ
นางลาไย ชูรกั เป็ นครูสอนระดับชัน ้ อนุบาล 1-3 โรงเรียน
เป็ นผูน ้ าด้านการร้องสรภัญญะให้กบ ั เด็กแ
ด้านสังคม วัฒนธรรม
นายสมยศ เสโส เป็ นครูสอนระดับมัธยมศึกษาและเป็ นผูน ้ า
ทีเ่ กีย่ วข้องกับวิถีชีวต

แนะนาเด็กในชุมชนในด้านการเลือกสถาน
พระอาจารย์ใบฎีกาณัฐพล เจ้าอาวาสวัดป่ าขามเปี้ ยวราราม เป็ นผูบ ้ า
และเป็ นผูน ้ าทางศาสนา
นายเฉลียว ปากเมย มีความรูใ้ นด้านการเกษตร การเพาะปลูก
ด้านเศรษฐกิจ นายสุรยิ น
ั ย์ เสาร่อน ผูม ้ ีความรูค ้ วามสามารถช่างเชือ ่ ม
นายละออง ลาดวงษา เป็ นผูร้ เิ ริม ่ จัดกลุม ่ ธนาคารข้าวชุมชน
นายละออง ลาดวงษา เป็ นผูม ้ ีสว่ นร่วมในการทางานต่าง ๆ กับแ
ประชาสัมพันธ์ในด้านต่าง ๆ และเป็ นผูร้ เิ ร
นายเฉลียว ปากเมย เป็ นประธานสภาเทศบาล ประธานกลุม ่ ฌา
ด้านการเมือง
ติดต่อประสานงานการวางแผนกับทางเทศ
การปกครอง
และเป็ นผูม ้ ีความรูด ้ า้ นการบริหารจัดการก
นายสมคิด มีคาทอง เป็ นผูใ้ หญ่บา้ น เป็ นตัวแทนของชุมชนเข้า
และประชาสัมพันธ์ให้กบ ั ชุมชนรับทราบ
นางเบญจพร นามเทพ เป็ นผูช ้ ว่ ยผูใ้ หญ่บา้ น เป็ นตัวแทนของชุมช
นายบุญช่วย มีคาทอง เป็ นผูช ้ ว่ ยผูใ้ หญ่บา้ น เป็ นตัวแทนของชุมช
และคอยจ้างให้ชุมชนทราบว่ามีการประชุม
และประโยชน์ของชุมชน
นายทองดี แสนหล้า ผูน ้ าของหมูบ ่ า้ น ร่วมประชุมกับหน่ วยงาน
นายบุญมี สิโล เป็ นผูม ้ ีสว่ นร่วมในการทาแผนประจาปี ขอ
นางอามรา ลินทร เป็ นผูน ้ าด้านการทาแผนประจาปี ของหมูบ ่
นางสุชาดา ทาร่อน เป็ นกรรมการชุมชน รวมทัง้ อสม.
เป็ นผูต
้ ด ิ ต่อกับทางราชการเข้าร่วมประชุม
สานักงานเทศบาลตาบลบ้านแฮด ทีว่ า่ การ
นายสมพงษ์ ชนะบัว เป็ นผูน้ าด้านการทาแผนประจาปี ของหมูบ ่
กรรมการเก็บน้าประปา
นายสุรยิ น
ั ย์ เสาร่อน เป็ นผูน ้ าด้านการทาแผนประจาปี ของหมูบ ่
ประชุมเพือ ่ นาแผนนัน้ มาบรรจุเข้าแผนงา
แกนนากลุม ่ อปพร. (อาสาสมัครป้ องกันภ
2. ระดับกลุม่ ทางสังคม องค์กรชุมชน
2.1 กลุม่ ทางสังคม
2.2 องค์กรชุมชน
1) กลุม
่ เกษตรผสมผสานบ้านขามเปี้ ย การผลิตปุ๋ ยชีวภาพใช้เองในชุมชน และจาหน่ ายไปยังชุม
ม.5 โดยนาราข้าวทีไ่ ด้จากโรงสีมาเลี้ยงสุกร ไก่ และมีการปล
และกลุม ่ ได้มีการจัดการกองทุนกลุม่ ซึง่ กลุม
่ มีการบริหาร
2) กลุม
่ แปรรูปผลิตภัณฑ์จากผ้า การทอผ้าฝ้ ายของชาวบ้าน นาผ้าทีไ่ ด้มาแปรรูปเป็ นเสื้อ
บ้านขามเปี้ ย ม.5 สร้างรายได้ให้กบ ั ครอบครัวและชุมชน
3) กลุม่ อสม. เป็ นการรวมตัวของอสม. ดูแลด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง ให
เป็ นตัวแทนของรพสต. และตรวจสุขภาพผูส ้ ูงอายุ
3. ระดับหน่ วยงานและ แหล่งประโยชน์
3.1 หน่ วยงาน
3.2 แหล่งประโยชน์
1) ศาลากลางบ้าน เป็ นแหล่งรวมชุมชนทีใ่ ช้ในการทากิจกรรมต่างๆ ได้แก
สถานทีต ่ รวจสุขภาพผูส้ ูงอายุและผูพ
้ ก
ิ าร ,สถานทีจ่ ดั ปร
เป็ นต้น
2) สระน้าหนองแสง เป็ นทีก ่ กั เก็บน้าให้ประชาชนใช้ในการเกษตร และอุปโภ
3) โรงสีขา้ ว เป็ นทีใ่ ห้ประชาชนในชุมชนสามารถนาข้าวเปลือกมาสีไ
4) โรงผลิตปุ๋ ยอินทรีย์ชีวภาพ เป็ นทีใ่ ห้เกษตรกรในชุมชนนาวัตถุดบ ิ ทีม
่ ีในท้องถิน
่ มาผ
เพือ่ นาไปใช้ทาการเกษตรได้เอง และยังเป็ นแหล่งจาหน
5) โรงเก็บขยะ เป็ นโรงเก็บขยะในชุมชนใช้ในการกักเศษอาหารจากคร
และสามารถผลิตเชื้ออินทรีย์สาหรับมาใช้ในการะบวนก
6) วัดป่ าขามเปี้ ยวราราม สถานทีท ่ างศาสนา สาหรับประกอบศาสนพิธีตา่ งๆ เป็ นท
ให้ชาวบ้านมาทาบุญในวันสาคัญทางศาสนา และเป็ นทีย่
7) สวนป่ าชุมชน เป็ นแหล่งอนุรกั ษ์ ธรรมชาติ แหล่งศูนย์การเรียนรูร้ ะบบ
และแหล่งหาอาหารของชุมชน
4. ระดับชุมชนหรือหมูบ ่ า้ น(จัดการตนเอง)
1) กลุม
่ ธนาคารข้าวชุมชนบ้านขามเปี้ ย มีการจัดตัง้ ธนาคารข้าว เพือ
่ ให้สมาชิกได้กูย้ ืมข้าวเพือ ่ ก
เพือ ่ เลี้ยงชีพของประชาชนภายในหมูบ ่ า้ น เกิดสวัสดิการ
2) กลุม
่ กองทุนเงินล้าน เงินทุนสาหรับให้ประชาชนกูย้ ืม ดอกเบี้ยต่า ช่วยให้ชุมช
ลดความความขัดแย้งภายในชุมชน
3) กลุม
่ SML เป็ นกองทุนพัฒนาศักยภาพหมูบ ่ า้ นและชุมชน ทีไ่ ด้รบ ั ก
เพือ่ ให้ประชาชนได้บริหารจัดการนาสูช ่ ุมชนยั่งยืน และ
4) กลุม
่ ประปาหมูบ
่ า้ น มีการจัดทาประปา ร่วมกับหน่ วยงานทีเ่ กีย่ วข้อง เพือ ่ ใหช
และสิง่ แปลกปลอมเจือปน ไปใช้ในการอุปโภค และบริโ
5. ระดับตาบล
1) กลุม
่ ฌาปนกิจสงเคราะห์ (ม.5, 6,9) ช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของคนในหมูบ ่ า้ น
และจัดกิจกรรมเพือ ่ ส่งเสริมสุขภาพจิต สุขภาพกายผูส ้ ูงอ
2) โรงเรียนผูส
้ ูงอายุ ตาบลบ้านแฮด ดูแลเรือ ่ งสวัสดิการเพือ ่ ให้เกิดความรูส้ ก ึ มีคณุ ค่าในตนเอ
พัฒนาศักยภาพผูส ้ ูงอายุให้ใช้ความสามารถช่วยเหลือสัง
มีชีวต ิ ทีส่ ดใสไม่เป็ นภาระของสังคม เพือ ่ ให้สมาชิกได้พ
โดยชุมรมผูส ้ ูงอายุบา้ นขามเปี้ ย
3) กลุม
่ ดูแลผูส
้ ูงอายุ และคนพิการ ออกตรวจเยีย่ มดูแลช่วยเหลือผูส ้ ูงอายุ คนพิการ ทีบ ่ า้ น ร
และศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลตาบลบ้านแฮด
4) กลุม
่ สมุนไพรลูกประคบ เป็ นเครือข่าย ทีใ่ ห้บริการสุขภาพ ในการนวด การประค
ซึง่ เป็ นบริการสุขภาพแบบแพทย์แผนไทยและแพทย์ทา
โดยให้บริการรวมกับศูนย์ศน ู ย์บริการสาธารณสุขเทศบา
5) แพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก - จัดโครงสร้างการดาเนินงานด้านแพทย์ไทย
แบ่งบทบาทหน้าทีใ่ นการร่วมดาเนินกิจกรรมเช่นกลุม ่ น
กลุม ่ แปรรูปสมุนไพร เจ้าหน้าทีห ่ น่ วยบริการทีจ่ ดั บริการ
6) กลุม
่ อปพร. ช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยในชีวต ิ และทรัพย์สน ิ ของค
(อาสาสมัครป้ องกันภัยฝ่ ายพลเรือน) บ้าน และ ศูนย์กูช ้ ีพกูภ ้ ยั เทศบาลตาบลบ้านแฮด ร่วมก
จัดหน่ วยบริการช่วยเหลืออุบตั เิ หตุ
7) กองทุนสวัสดิการ อปพร กองทุนสวัสดิการ อปพร จัดตัง้ ขึน ้ เพือ่ ช่วยเหลือทัง้ ด้าน
(อาสาสมัครป้ องกันภัยฝ่ ายพลเรือน) ให้กบ ั สมาชิกกลุม ่ เพือ่ ส่งเสริมให้มีการออมเงินในรูปแบ
การทางานร่วมกัน
และมีสวัสดิการรักษาพยาบาลเมือ ่ เกิดการเจ็บป่ วยตลอด
เป็ นงานทีต ่ อ
้ งปฏิบตั งิ านด้วยความอดทน และเสียสละทัง้
โดยการเน้นการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานมีประชาชนเป็ นศูน
ซึง่ ในการปฏิบตั งิ านได้รบ ั การสนับสนุ นการทางานของภ
ในการช่วยเหลือประชาชน อย่างรวดเร็ว และสร้างความ
6. ระดับเครือข่าย
1) เป็ นเครือข่าย โรงพยาบาลสิรน ิ ธร จังหวัดขอนแก่น โดย
ศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาลบ้านแฮด ซึง่ จัดให้บริการครบทัง้ 4 มิติ ด้านส่งเสริมสุขภาพ ด้านก
(ม.2) และด้านการฟื้ นฟูสุขภาพ นอกจากนี้ยงั ให้บริการส่งต่อผ
ไปยังโรงพยาบาลสิรน ิ ธร จังหวัดขอนแก่น รวมถึงการบ
ในการเดินทางไปรับบริการสุขภาพ
2) หน่ วยกูช
้ ีพ กูภ
้ ยั ชุมชน 24 ชั่วโมง บริการรับส่งผูด ้ อ
้ ยโอกาสได้ไปตรวจตามนัดและเข้ารับก
เพือ่ ให้เข้าถึงบริการสุขภาพและได้ดแ ู ลครอบครบ มีการ
อ้างอิงจาก : ข้อมูลทุนทางสังคมตาบลบ้านแฮด โครงการสร้างการเรียนรูร้ ว่ มกันเพือ
่ ชุมชน
ท้องถิน
่ น่ าอยูส
่ ก
ู่ ารจัดการตนเองอย่างยั่งยืน เทศบาลตาบลบ้านแฮด อาเภอบ้านแฮด
จังหวัดขอนแก่น

1) ข้อมูลศักยภาพชุมชนและสถานะชุมชนด้านสุขภาพ
1.1 ศักยภาพชุมชนด้านสุขภาพ ประกอบด้วย
1) ข้อมูลเกีย่ วกับบริการทางสุขภาพ และการดูแลสุขภาพ
1. แหล่งบริการด้านสุขภาพทีม ่ ีอยูใ่ นชุมชน
- แหล่งบริการด้านสุขภาพทีม ่ ีอยูใ่ นชุมชนจะเป็ นทีโ่ รงพยาบาลส่
งเสริมสุขภาพระดับตาบลบ้านขามเปี้ ย
2. การเข้าถึงบริการและความพึงพอใจต่อบริการบริการของผูใ้ ช้บริ
การในแต่และแหล่ง
- สมาชิกในชุมชนมเมือ ่ มีอาการภาวะเจ็บป่ วยส่วนมากแล้วจะเลื
อกรับบริการทีโ่ รงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตาบลเนื่องจา
กมีความสะดวกและใกล้บา้ น เข้าถึงการรับบริการได้รวดเร็ว
ไม่ตอ ้ งไปโรงพยาบาลในตัวเมือง
เจ้าหน้าทีใ่ ห้คาแนะนาในการรักษาสุขภาพเป็ นอย่างดี
รวมถึงแนะนาในเรือ ่ งของการรักษาอย่างต่อเนื่องและการส่งต่
อไปรักษาทีโ่ รงพยาบาลในตัวเมือง
3. การใช้บริการทางสุขภาพของคนในชุมชน ทัง้ ของรัฐ เอกชน
และแหล่งอืน ่ ๆ
- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตาบล
- โรงพยาบาลประจาอาเภอ
- โรงพยาบาลประจาจังหวัด
4. พฤติกรรมของการดูแลรักษาสุขภาพของชุมชน
พฤติกรรมเมือ ่ เจ็บป่ วย
กิจกรรมด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้ องกันโรคของชุมชน
- ปัญหาสุขภาพของคนในชุมชนส่วนมากแล้วจะเป็ นในเรือ ่ งขอ
งการเจ็บป่ วยเป็ นหลักเกีย่ วกับโรคเจ็บป่ วยเรื้อรังคือโรคเบาหว
านจานวน 3 ราย โรคความดันโลหิตสูงจานวน 2 ราย ทาง
อสม.จะเข้าไปมีสว่ นร่วมในการดูแลสุขภาพในชุมชนโดยการ
ออกตรวจเยีย่ มบ้านอาทิตย์ละ 2 ครัง้ โดยทางกลุม ่
อสม.จะให้คาแนะนาเบื้องต้นในการดูแลสุขภาพเมือ ่ ยามมีอาก
ารเจ็บป่ วย
และแนะนาให้ทางผูป ้ ่ วยเข้ารับการตรวจคัดกรองสุขภาพทุก 3
เดือน เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
และคัดกรองความเสีย่ งมะเร็งปากมดลูก
- ในส่วนของกิจกรรมด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้ องกันโร
คของชุมชนนัน ้ จะเป็ นเรือ ่ งของการป้ องกันการระบาดของโรค
ไข้เลือดออก ทางกลุม ่
อสม.จะเข้ามามีสว่ นร่วมกับสมาชิกในชุมชนโดยการออกตรว
จเยีย่ มตามหมูบ ่ า้ นต่างๆ
ดูแลจัดสิง่ แวดล้อมป้ องกันการแพร่กระจายของลูกน้ายุงลาย
โดยการทาลายแหล่งน้าทีก ่ กั ขังในบริเวณรอบบ้าน
มีการใช้ทรายและน้ามันเครือ ่ งผสมบริเวณทีม ่ ีน้าขังรอบบ้าน
เพือ
่ เป็ นการป้ องกันการระบาดของโรคไข้เลือดออก
รวมถึงมีการแนะนาให้เฝ้ าระวังอาการของสมาชิกในครอบครั
วเมือ ่ มีการแสดงอาการของโรค
5. โครงการต่างๆด้านสุขภาพทีด ่ าเนินการในชุมชน
- โครงการกาจัดลูกน้ายุงลายภายในหมูบ ่ า้ น
ทางสมาชิกอสม.จะเข้ามามีบทบาทในการป้ องกันและการรณร
งค์การแพร่กระจายของโรคไข้เลือดออก
คือการคว่าน้าในบริเวณทีม ่ ีน้ากักขังตามแหล่งต่างๆภายในบ้า

รวมถึงมีการใช้ทรายอะเบทและน้ามันเครือ ่ งผสมกับน้าตามแ
หล่งต่างๆ
เพือ่ เป็ นการป้ องกันการแพร่กระจายโรคระบาดในชุมชน
- โครงการเต้นแอโรบิกภายในชุมชน
เป็ นการจัดกิจกรรมเพือ ่ เป็ นการส่งเสริมการออกกาลังกายเพือ ่
สุขภาพทีด ่ ข
ี องคนในชุมชน
โดยแกนนาหลักจะเป็ นในกลุม ่ ของ
อสม.ทีช่ ว่ ยกระตุน้ สมาชิกในชุมชนมาร่วมกันทากิจกรรมการ
ออกกาลังกาย โดยเวลาหลักจะเริม ่ วันจันทร์ถงึ ศุกร์ 6 โมงเย็น
และวันอาทิตย์ 5 โมงเย็น เป็ นต้นไป
- โครงการช่วยเหลือผูป ้ ่ วยทีด ่ อ้ ยโอกาสภายในชุมชน
บางครัวเรือนในชุมชนนัน ้ ผูป้ ่ วยจะขาดแคลนทรัพยากรในการ
เข้าถึงบริการสุขภาพของชุมชน ทางกลุม ่
อสม.จึงได้มีการเข้าไปประสานงานกับทางหน่ วยงานต่างๆไม่
ว่าจะเป็ นหน่ วยงานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพของตาบล
เทศบาล หรือโรงพยาบาลศิรน ิ ธร
เข้ามามีสว่ นร่วมในการช่วยเหลือกลุม ่ ผูด ้ อ
้ ยโอกาสในชุมชน
โดยการจัดการอานวยความสะดวกในการเดินทางไปยังโรงพย
าบาลศิรธิ รและดูแลตลอดจนถึงนาพาผูป ้ ่ วยกลับมาบ้าน
โครงการนี้จะเป็ นการพลักดันให้ชุมชนได้เข้าถึงการบริการด้า
นสุขภาพมากยิง่ ขึน ้
6. การมีหลักประกันสุขภาพของคนในชุมชน
- ส่วนมากแล้วคนในชุมชนจะใช้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
(สิทธิบตั รทอง) ใช้ในการรักษา

2) ข้อมูลชี้วดั สถานะสุขภาพของชุมชน (Health status


indiacators)
1. ข้อมูลเกีย่ วกับสถิตช ิ ีพ
- อัตราการเกิดอย่างหยาบ (CBR) จานวนอัตราการเกิด 5 ราย
คิดเป็ นร้อยละ 4.43 ต่อประชากร 1,000 คน
- อัตราการตายอย่างหยาบ (CDR) จานวนการตาย 10 ราย
คิดเป็ นร้อยละ 8.87 ต่อประชากร 1,000 คน
- อัตราส่วนระหว่างเพศ (Sex ratio) เพศหญิงจานวน 602
ราย เพศชายจานวน อัตราส่วนคือ 10 : 90
- อัตราส่วนเพศชาย (MP) จานวนเพศชายทัง้ หมดในหมูบ ่ า้ น
566 ราย ในหมูบ ่ า้ นมีประชากรทีเ่ ป็ นเพศชาย 48 ราย
เมือ
่ ประชากรรวมทัง้ เพศชายและเพศหญิงของหมูบ ่ า้ นขามเปี้ ย
2. ข้อมูลเกีย่ วกับสถิตด ิ า้ นสุขภาพอนามัย (Health statistics)
2.1 โรคเรื้อรังทีพ ่ บได้บอ ่ ยในชุมชนคือ
1. โรคเบาหวาน 3 ราย
2. โรคความดันโลหิต 2 ราย
3. พิการระดับ 3 2 ราย
2.2 อัตราการเจ็บป่ วยด้วยโรคต่างๆ
1. โรคระบบทางเดินหายใจ 1,159 ราย
2. โรคระบบกล้ามเนื้อ รวมโครงร่าง และเนื้อยึดเสริม 957 ราย
3. โรคระบบย่อยอาหาร 684 ราย
4. โรครวมตาส่วนประกอบของตา 362 ราย
5. โรคเกีย่ วกับต่อมไร้ทอ ่ โภชนาการ และเมตาบอลิซม ึ 307 ราย
3) ลักษณะงานการดูแลสุขภาพชุมชน
- ในแหล่งชุมชนหมู่ 5
มีการทางานเกษตรกรเป็ นหลักของการประกอบอาชีพ
ซึง่ มักจะพบปัญหาอาการปวดเมื้อยกล้ามเนื้อเป็ นส่วนใหญ่
มักรับประทานยาแก้ปวดเอง หรือจะหายไปเอง
และในการประเมินดูแลเบื้องต้นจะมีอาสาสมัคร
เข้ามาช่วยคัดกรองการเจ็บป่ วยต่างๆอยูส
่ ม่าเสมอ

1.2 ข้อมูลสถานะชุมชนด้านสุขภาพ ประกอบด้วย


ประเด็นด้านสุขภาพ ตัวชี้ว
ผูม
้ ีพฤติกรรมเสีย่ งด้านสุขภาพ 1) ร้อยละของผูม ้ ีพฤติกรรมเสีย่ งด้านสุขภาพ แจกแจงตามป
2) ร้อยละผูบ
้ ริโภคเครือ่ งดืม
่ แอลกอฮอร์ในประชากรอายุ 15
ประเด็นด้านสุขภาพ ตัวชี้ว
3) สัดส่วนผูส ้ ูบบุหรี่ ทีม ่ ีอายุตง้ ั แต่ 15 ปี ขึน ้ ไป
4) ผูท
้ สี่ ูบบุหรีอ ่ ายุน้อย
อายุ 10 ปี ขึน ้ ไป
5) ผูท้ ส
ี่ ูบบุหรีอ ่ ายุมาก
อายุ 70 ปี ขึน ้ ไป
6) อัตราการสูบบุหรีท ่ ม ี่ ีอายุตง้ ั แต่ 15 ปี ขึน ้ ไป
จานวนประชากรผูส ้ ูบบุหรีต ่ ง้ ั แต่อายุ 15 ปี ขึน ้ ไป มีรอ้ ยล
7) อัตราการสูบบุหรีใ่ นกลุม ่ วัยรุน ่ อายุ 15-18 ปี
8) อัตราการสูบบุหรีจ่ าแนกตามเพศ (ชาย หญิง)
9) ร้อยละของผูม ้ ีพฤติกรรมการดืม ่ เครือ่ งดืม ่ แอลกอฮอร์จาแ
10) ผูท
้ ดี่ ม ื่ แอลกอฮอร์อายุทน ี่ ้อยทีส ่ ุด
11) ร้อยละผูท ้ มี่ ีภาวะเสีย่ งจากการประกอบอาชีพ
จานวนประชากรผูท ้ ีม ่ ีภาวะเสีย่ งเนื่องจากการประกอบอา
คน คิดเป็ นร้อยละ 21.7 %
ผูใ้ ห้บริการสุขภาพ 1) ร้อยละของครอบครัวทีม ่ ีสมาชิกในครอบครัวได้รบ ั พัฒนา
(อสค.) ตามเกณฑ์ทก ี่ าหนด
2) อัตราส่วนอาสาสมัครดูแลผูส ้ ูงอายุทบ ี่ า้ นต่อจานวนผูส ้ ูงอา
3) จานวนอาสาสมัครสาธารณสุขจานวน 5 คน อัตราส่วนอ
1:47 คน
4) อัตราส่วนอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมน
5) อัตราส่วนอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ต่อจานวนครัวเ
จานวนอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ต่อจานวนครัวเรือ
6) อัตราส่วนผูด ้ แ ู ลผูส ้ ูงอายุ (care giver) ผ่านการอบรมห
หรือ ADL อยูท ่ ี่ 0.11
จานวน (care giver) มีทง้ ั หมด 5 คน เป็ นอัตราส่วน 1:
7) อัตราส่วนหมอพื้นบ้านต่อประชากร
จานวนหมอพื้นบ้านต่อประชากรทัง้ หมด มีอตั ราส่วน 1:1
8) อัตราส่วนหมอนวดแผนไทยทีใ่ ห้บริการในพื้นที่
จานวนหมอนวดแผนไทยทีใ่ ห้บริการ
ประเด็นด้านสุขภาพ ตัวชี้ว
คุณภาพบริการ 1) อัตราการตายมารดา (รวมขณะตัง้ ครรภ์ คลอด ภายใน 4
2) อัตราการคลอดมีชีพในหญิงอายุ 15-19 ปี ต่อพันประชา
3) ร้อยละของหญิงตัง้ ครรภ์ได้รบ ั การฝากครรภ์ครัง้ แรกเมือ ่
- จานวนของหญิงตัง้ ครรภ์ได้รบ ั การฝากครรภ์ครัง้ แรก
4) ร้อยละของหญิงตัง้ ครรภ์ได้รบ ั การฝากครรภ์คณ ุ ภาพเกณ
- จานวนของหญิงตัง้ ครรภ์ได้รบ ั การฝากครรภ์คณ ุ ภาพ
5) อัตราวัยเจริญพันธุ์
6) อัตราตายทารกแรกเกิด (ต่อการเกิดมีชีพพันคน) (ไม่เกิน
7) อัตราตายทารกแรกเกิด (ต่อการมีชีพพันคน) (ไม่เกิน 28
8) อัตราการตายของเด็กอายุต่ากว่า 5 ปี (ต่อเกิดมีชีพพันคน
9) ร้อยละเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี น้าหนักต่ากว่าเกณฑ์
- จานวนเด็กอายุต่ากว่า 5 ปี น้าหนักต่ากว่าเกณฑ์ มี 1
10) ร้อยละเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี น้าหนักเกินกว่าเกณฑ
- จานวนเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี น้าหนักเกินกว่าเกณฑ์มี
11) ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี มีพฒ ั นาการสมวัย
- เด็กแรกเกิดจนถึง 5 ปี มีพฒ ั นาการปกติจานวน 197
58)
12) ร้อยละของการได้รบ ั วัคซีนโปลิโอตามระบบอย่างน
13) อัตราความครอบคลุมของการได้รบ ั วัคซีนในเด็กแ
14) อัตราการเจ็บป่ วยด้วยโรคมือเท้าปาก ต่อประชากร
15) ร้อยละทารกแรกเกิดกินนมแม่อย่างเดียวจนถึงอาย
- มีทารกแรกเกิดทีก ่ น
ิ นมแม่อย่างเดียวจนถึง 6 เดือน จ
16) ร้อยละของเด็กอายุ 0-5 ปี มีปญ ั หาสุขภาพช่องปาก
17) ร้อยละของเด็กวัยเรียน (6-15 ปี ) มีภาวะโภชนากา
18) ร้อยละของเด็กกลุม ่ เด็ก 0-12 ปี ฟันดีไม่มีผู้ (Cavi
19) อัตราการเสียชีวต ิ จากการจมน้าของเด็กอายุน้อยกว
20) ร้อยละประชากรทีม ่ ีภาวะอ้วน (BMI มากกว่าหรือเ
21) ร้อยละของหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-49 ปี ) ทีอ ่ ยูก่ น
ิ ก
22) ร้อยละของหญิงวัยเจริญพันธุ์ (25-59 ปี ) ทีม ่ ีภาวะ
23) ร้อยละของหญิงวัยเจริญพันธุ์ (25-59 ปี ) ทีม ่ ีการเจ
24) อัตราการตายของผูป ้ ่ วยโรคหลอดเลือดสมอง
25) ร้อยละของผูป ้ ่ วยโรคซึมเศร้าเข้าถึงบริการสุขภาพ
26) ร้อยละของผูส ้ ูงอายุทไี่ ด้รบ ั การประเมินความสามาร
27) ร้อยละของผูส ้ ูงอายุทม ี่ ีความพิการ
ประเด็นด้านสุขภาพ ตัวชี้ว
- ผูส
้ ูงอายุทม
ี่ ีความพิการจานวน 4 ราย คิดเป็ นร้อยละ 1
28) อัตราป่ วยด้วยโรคซึมเศร้า โรคอัลไซเมอร์ และโรค
29) อัตราของผูส ้ ูงอายุทตี่ ด
ิ สุราต่อแสนประชากร
30) อัตราของผูส ้ ูงอายุทต
ี่ ดิ บุหรีต
่ อ
่ แสนประชากร

การเข้าถึงบริการ 1)ร้อยละประชากรทีม ่ ีสท


ิ ธิในระบบหลักประกันสุขภาพ จานวน
1033คนจานวนประชากรทัง้ 5926คนคิดเป็ นร้อยละ573.66(อ
2) อัตราส่วนบุคคลากรสาธารณสุขต่อประชากรมีจานวน528ค
3) อัตราส่วนแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวหรือแพทย์ทผ ี่ า่ นการอ
(18:5926คน)(อ้างอิงจากTCNAP,2558)
4) อัตราส่วนพยาบาลวิชาชีพ/พยาบาลเวชปฏิบตั ม ิ ีจานวน176ค
5) อัตราส่วนทันตแพทย์ตอ ่ ประชากร 2คน(2963:5926คน) (
11) อัตราส่วนแพทย์แผนไทยหรือนักวิชาการแพทย์แผนไทยม
(อ้างอิงจากอสม.)
12) อัตราส่วนนักกายภาพบาบัดมีจานวน3คน (1:376คน)(อ้า
13) ร้อยละผูท ้ ม
ี่ ีการเจ็บป่ วยเรื้องรังในรอบ1ปี ทีผ ่ า่ นมามีจานวน
14) ร้อยละของผูท ้ ใี่ ห้การดูแลเมือ ่ มีภาวะเจ็บป่ วยในรอบปี มีจาน
15) ร้อยละของผูท ้ ม
ี่ ีภาวะเจ็บป่ วยเรื้อรังมีจานวน167คนมีรอ้ ย
16) อัตราการเกิดโรควัณโรคต่อประชากรพันคน(1.77:1000
17)
ร้อยละผูท้ ม
ี่ ีภาวะฉุ กเฉินทีต ่ อ
้ งรักษาในรอบปี จาแนกตามภาวะฉ

2. ศักยภาพชุมชนและสถานะชุมชนด้านเศรษฐกิจ
2.1 ศักยภาพชุมชนด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย
(1) ข้อมูลลักษณะงานของทุนทางสังคมทีส ่ ง่ ผลการจัดการด้าน
เศรษฐกิจระดับครัวเรือน
ประชาชนในชุมชนส่วนใหญ่ ความรูใ้ นด้านการเกษตร การเพาะปลูก
ภายในครัวเรือนมีการปลูกพืชผักสวนครัว การปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง
มีการริเริม
่ จัดกลุม
่ ธนาคารข้าวชุมชนเพือ
่ ให้สมาชิกได้กูย้ ืมข้าวเพือ
่ การ
อุปโภคบริโภค และมีการออมทรัพย์ภายในกลุม ่
(2) ข้อมูลลักษณะงานของทุนทางสังคมทีส ่ ง่ ผลการจัดการด้าน
เศรษฐกิจระดับระดับกลุม ่ ทางสังคม
การผลิตปุ๋ ยชีวภาพใช้เองในชุมชน และจาหน่ ายไปยังชุมชนใกล้เคียง
มีการทาโรงสีขา้ วของชุมชน โดยนาราข้าวทีไ่ ด้จากโรงสีมาเลี้ยงสุกร ไก่
และมีการปลูกผักปลอดสารพิษในชุมชน
และกลุม่ ได้มีการจัดการกองทุนกลุม ่ ซึง่ กลุม ่ มีการบริหารจัดการกองทุน
หมุนเวียนภายในชุมชน และมีการรวมกลุม ่ ทอผ้าฝ้ ายของชาวบ้าน
นาผ้าทีไ่ ด้มาแปรรูปเป็ นเสื้อ กางเกง กระเป๋ า สามารถนามาจาหน่ าย
สร้างรายได้ให้กบั ครอบครัวและชุมชน
(3) ข้อมูลลักษณะงานของทุนทางสังคมทีส ่ ง่ ผลการจัดการด้าน
เศรษฐกิจระดับองค์กรชุมชน หรือเครือข่าย
มีเครือข่าย ทีใ่ ห้บริการสุขภาพ ในการนวด การประคบสมุนไพร
ซึง่ เป็ นบริการสุขภาพแบบแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกให้กบ ั ประ
ชาชน
โดยให้บริการรวมกับศูนย์ศน ู ย์บริการสาธารณสุขเทศบาลบ้านแฮด
ซึง่ ในชุมชนบ้านขามเปี้ ย หมู่ 5
มีการรวมกลุม ่ กันทาสมุนไพรลูกประคบ เป็ นอาชีพเสริมรายได้
(4) กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนทีเ่ กิดจากการรวมกลุม ่
ชุมชนบ้านข้ามเปี้ ย มีการรวมกลุม
่ เพือ
่ พัฒนาเศรษกิจชุมชน ได้แก่
-กลุม
่ เกษตรผสมผสานบ้านขามเปี้ ย ม.5
-กลุม่ ธนาคารข้าวชุมชนบ้านขามเปี้ ย
-กลุม ่ ลูกประคบสมุนไพร
-กลุม ่ กองทุนเงินล้าน
(5) กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนทีเ่ กิดการสร้างการเรียนรู ้
การประกอบอาชีพของประชาชนบ้านขามเปี้ ยส่วนใหญ่
เป็ นการทาเกษตรกรรม ได้แก่ ทานา และในชุมชนมีการเลี้ยงสัตว์
ทาให้มีมูลสัตว์จานวนมากในชุมชน
ผูน
้ าชุมชนจึงมีแนวคิดทาให้ชุมชนมีรายได้เสริม
จึงได้รวมกลุม่ กับคนในชุมชน
มีตวั แทนกลุม
่ เข้าไปอบรมในการทาปุ๋ ยอินทรีย์เพิม
่ เติม
และการทาสมุนไพรลูกประคบทีไ่ ด้จากพืชสมุนไพรทีม ่ ีในชุมชน
มีการถ่ายทอดความรูใ้ นการใช้สมุนไพรในการรักษา
(6) กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนทีเ่ กิดการสร้างการมีสว่ นร่วม
การสร้างความร่วมมือให้เกษตรกรในชุมชนนาวัตถุดบ ิ ทีม
่ ีในท้องถิน
่ มา
ผลิตเป็ นปุ๋ ยทีเ่ หมาะสมกับพืชผล เพือ
่ นาไปใช้ทาการเกษตรได้เอง
นอกจากนี้ยงั เป็ นแหล่งจาหน่ ายปุ๋ ยอินทรีย์ราคาถูกให้เกษตรกรในท้องถิ่
น และการร่วมมือของสมาชิกในชุมชน
มีแบ่งหน้าทีก ่ ารรับผิดชอบในการเข้าไปดาเนินกิจกรรม
กลุม
่ เกษตรผสมผสานบ้านขามเปี้ ย ม.5
(7) กระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนทีเ่ กิดการพัฒนาศักยภาพ
การดาเนินกิจกรรมในชุมชนทาให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของชุมชน
เกิดการสร้างความเข้มแข้ง สร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชน
และจากการดาเนินงานทาให้ชุนชน
มีแหล่งเงินออมและเงินทุนกูย้ ืมหมุนเวียนในชุมชน
2.2 สถานะชุมชนด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย
(1) ระดับครัวเรือน
ในครัวเรือนมีการปลูกพืชผักสวนครัว เพือ ่ ลดค่าใช้จา่ ยในครอบครัว
มีการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวเหนียว
รองลงมาเป็ นข้าวเจ้า และมีการทอเสือ่ เย็บผ้า เป็ นอาชีพเสริม
(2) ระดับกลุม ่ ทางสังคม องค์กรชุมชน
- กลุม ่ เกษตรผสมผสานบ้านขามเปี้ ย ม.5
บ้านขามเปี้ ย หมูท ่ ี่ 5 มีการทาเกษตรกรรมเป็ นส่วนใหญ่ ได้แก่ ทานา
ทาไร่มน ั สาปะหลัง ปลูกอ้อย และมีการเลี้ยงโค กระบือ
ผูน
้ าชุมชนจึงมีแนวคิดทาให้ชุมชนมีรายได้เสริม จึงรวมกลุม ่ คนในชุมชน
เพือ่ แปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยเริม ่ ดาเนินงานมาเมือ
่ วันที่ 7 มีนาคม 2547 มี
นายประสิทธ์ ชะนูหมืน ่ เป็ นแกนนา
ทางโครงการได้ขอรับการสนับสนุนจากเทศบาลตาบลบ้านแฮด
ในการก่อสร้างอาคารโรงเรือนครัง้ แรกจากงบเทศบาลจานวน 100,000
บาทเพือ ่ ใช้เป็ นโรงเรือนในการผลิตปุ๋ ยอินทรีย์อดั เม็ด
มีคณะกรรมการในการบริหารจัดการ 5 คน ปัจจุบน ั มีสมาชิกในกลุม
่ 189
คน ซึง่ สามารถผลิตปุ๋ ยและจัดจาหน่ ายกระสอบละ 300 บาท
ในแต่ละปี จะมีรายได้ในการจาหน่ ายปุ๋ ยเฉลีย่ ปี ละ 20,000-40,000 บาท
และสามารถลดต้นทุนในการทาการเกษตร

- กลุม่ ธนาคารข้าวชุมชนบ้านขามเปี้ ย
ชุมชนมีการจัดตัง้ ธนาคารข้าวชุมชนในปี พ.ศ. 2558
ปัจจุบนั มีสมาชิกในกลุม
่ 79 คน
โดยเริม ่ แรกรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนเป็ นข้าว 100 กระสอบ
มีคณะกรรมการในการบริหารจัดการ การยืม-คืนข้าว โดยมีแนวคิด คือ
“งอกเงย หรือเท่าทุน” เพือ
่ ให้สมาชิกได้กูย้ ืมข้าวเพือ
่ การอุปโภคบริโภค
และมีการออมทรัพย์ภายในกลุม ่ ในทุกวันที่ 7 ของเดือน
มีเงินทุนหมุนเวียนประมาณหนึ่งล้านสามแสนบาท
(ข้อมูลสอบถามจาก นายเฉลียว ปากเมย)

- กลุม่ อนุรกั ษ์ พืขสมุนไพรชุมชนบ้านขามเปี้ ย


บ้านขามเปี้ ยหมูท ่ 5
ี่ และคนในชุมชนมีการใช้สมุนไพรในการบาบัดรักษา
มีการปลูกพืชสมุนไพรและแหล่งเรียนรูเ้ กีย่ วกับสมุนไพร ตัง้ แต่ปี พ.ศ.
2555 โดยมีนายประมวล คอนพรหม เป็ นแกนนา เริม ่ ปลูกพืชสมุนไพร
ปัจจุบนั มีจานวนสมาชิกทัง้ สิน
้ จานวน 100 คน กรรมการ 10 คน
และมีการจาหน่ ายสมุนไพรทีป ่ ลูกหลายชนิด อาทิเช่น ฟ้ าทะลายโจร
ตะไคร้ สาระแหน่ ใบมะกรูด ข่า ขิง ว่านหางจระเข้ รายได้ตอ ่ ปี เฉลีย่
3,000 บาท/ปี

- กลุม ่ ลูกประคบสมุนไพร
โดยการรวมกลุม ่ ของคนในชุมชน
การทาลูกประคบจากสมุนไพรทีห ่ าได้ภายในชุมชน ทีม ่ ีอยูใ่ นชุมชน
เริม
่ แรกทาเพือ่ ใช้ภายในชุมชนเท่านัน
้ ต่อมาทาง กศน.
ได้มีการประสานงานจัดอบรมเพิม ่ เติมเกีย่ วกับการทาลูกประคบสมุนไพร
ทาให้สมาชิกสามารถนาไปประกอบอาชีพเสริมได้ ราคาต้นทุนอยูท ่ ี่ 15
บาท จาหน่ ายราคาลูกประคบละ 50 บาท

- กลุม
่ กองทุนเงินล้าน
เป็ นแหล่งเงินทุนเพือ
่ การประกอบอาชีพ การให้กูย้ ืม
ของประชาชนชาวบ้านขามเปี้ ย หมู่ 5 ส่วนใหญ่
โดยประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกูไ้ ด้ทุกครัวเรือน
มีเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 4 ถึง 5 ล้านบาท
(ข้อมูลสอบถามจาก นางเบญจพร นามเทพ)
(3) ระดับองค์กรชุมชน
-
(4) ระดับเครือข่าย
มีการแลกเปลีย่ นสินค้ากับชุมชนข้างเคียง เช่น
การจาหน่ ายสมุนไพรลูกประคบ และปุ๋ ยอินทรีย์อดั เม็ด

ประเด็นด้านเศรษฐกิจ
1. รายได้ หนี้สนิ เงินออม
1) ร้อยละประชากร จาแนกตามการออมเงิน
การออมเงิน จานวน(คน) ร้อยละ
มีเงินออม 144 61
ไม่มีเงินออม 91 39
รวม 235 100
อ้างอิงจาก : ข้อมูล TCNAP 2558

80

มีเงินออม, 61
70

60

50

40
ไม่มเี งินออม, 39
30

20
2) ร้อยละประชากร จาแนกตามแหล่งออมเงิน
แหล่งออมเงิน จานวน(คน) ร้อยละ
ธกส. 53 36.81
กองทุนเงินล้าน 48 33.33
กลุม
่ ออมทรัพย์ 17 11.81
ธนาคารพาณิชย์ 11 7.64
สหกรณ์ การเกษตร 6 4.17
รวม 144 100
อ้างอิงจาก : ข้อมูล TCNAP 2558

แหล่งออมเงิน
40
36.81
35 33.33

30

25

20

15
11.81
10 7.64
4.17 4.17
5

แผนภูมท ิ ี่ 2 แสดงจานวนร้อยละประชากร
จาแนกตามแหล่งออมเงิน
กราฟที่ 5 แสดงจานวนร้อยละประชากร
จาแนกตามแหล่งออมเงิน

3) ร้อยละประชากร จาแนกตามแหล่งกูย้ ืมเงินของครัวเรือน


แหล่งกูย้ ืมเงิน จานวน(คน) ร้อยละ
มีแหล่งเงินกู้ 163 69
ไม่มีแหล่งเงินกู้ 72 31
รวม 235 100
อ้างอิงจาก : ข้อมูล TCNAP 2558

แหล่งเงินกู ้
70
61.96
60
52.76
50

40

30

20
10.43
7.98
10
1.84
0

แผนภูมท
ิ ี่ 3 แสดงจานวนร้อยละประชากร
จาแนกตามแหล่งกูย้ ืมเงินของครัวเรือน
กราฟที่ 6 แสดงจานวนร้อยละประชากร
จาแนกตามแหล่งกูย้ ืมเงินของครัวเรือน

4) ร้อยละประชากร จาแนกตามภาระหนี้สน
ิ ของครอบครัว
ภาระหนี้สน ิ จานวน(คน) ร้อยละ
มีหนี้สน
ิ 163 69
ไม่มีหนี้สนิ 72 31
รวม 235 100
อ้างอิงจาก : ข้อมูล TCNAP 2558
80

69
70

60

50

40
31
30

20

10

0
้ น
มีหนี สิ ไม่มห ้ น
ี นี สิ

แผนภูมท
ิ ี่ 4 แสดงจานวนร้อยละประชากร
จาแนกตามภาระหนี้สน ิ ของครอบครัว

5) ร้อยละประชากร จาแนกตามอาชีพหลัก
แหล่งเงินทุน จานวน (คน) ร้อยละ
ของตนเอง 74 59.02
กูย้ ืมบางส่วน 46 37.97
กูย้ ืมทัง้ หมด 2 2.26
อืน
่ ๆ 11 0.75
รวม 123 100
อ้างอิงจาก : ข้อมูล TCNAP 2558
70 แผนภูมท
ิ ี่ 5 แสดงจานวนร้อยละประชากร
60
59.02 จาแนกตามอาชีพหลัก
50

40
37.97

30

20

10 4.5
2.26
0

6) ร้อยละประชากรจาแนกตามสาเหตุภาระหนี้สน

สาเหตุภาระหนี้สน ิ จานวน(คน) ร้อยละ
การทาการเกษตร 132 80.98
ค่าใช้จา่ ยด้านอาหาร 68 41.72
การศึกษาบุตร 61 37.42
ซื้อยานพาหนะ 50 30.67
การเจ็บป่ วย 34 20.86
รวม 163 -

กราฟที่ 8
แสดงจานวนร้อยละประชากรจาแนกตามสาเหตุภาระหนี้สน

อ้างอิงจาก : ข้อมูล TCNAP 2558

้ น
สาเหตุภาระหนี สิ
90 80.98
80
70
60
50 41.72
37.42
40 30.67
30 20.86
20
10
0

แผนภูมท
ิ ี่ 6
แสดงจานวนร้อยละประชากรจาแนกตามสาเหตุภาระหนี้สน

2. การประกอบอาชีพและมีรายได้
1) ร้อยละประชากร จาแนกตามการประกอบอาชีพ
สถานะการทางาน จานวน (คน) ร้อยละ
มีงานทา 876 79
ผูท
้ ไี่ ม่อยูใ่ นกาลังแรงงาน 138 13
ว่างงาน 78 8
รวม 1092 100
อ้างอิงจาก : ข้อมูล TCNAP 2558

90
79
80

70

60

50

40

30

20 13
8
10

แผนภูมท
ิ ี่ 7 แสดงจานวนร้อยละประชากร
จาแนกตามการประกอบอาชีพ

2) ร้อยละประชากร จาแนกตามแหล่งเงินทุน
อาชีพหลัก จานวน(คน) ร้อยละ
ทาไร่ทานา 395 46
เลี้ยงสัตว์ 140 17
รับจ้างทั่วไป 138 16
พนักงาน/ลูกจ้างเอกชน 109 12
ค้าขาย 40 5
รวม 876 100
อ้างอิงจาก : ข้อมูล TCNAP 2558

50 46
45
40
35
3. สถานะทีอ ่ ยูอ
่ าศัยและทีด
่ น
ิ ทากิน
ร้อยละประชากรจาแนกตามทรัพย์สน ิ
สถานะการทางาน จานวน (คน) ร้อยละ
บ้าน 245 25.92
มีทด
ี่ นิ ทากิน 649 68.67
เช่าทีด่ นิ ทากิน 51 5.39
รวม 945 100
อ้างอิงจาก : ข้อมูล TCNAP 2558

80
68.67
70

60

50

40

30 25.92

20

10 5.39

บ ้าน ่ี นทากิน
มีทดิ ่ นทากิน
เช่าทีดิ

แผนภูมท
ิ ี่ 9
แสดงจานวนร้อยละประชากรจาแนกตามทรัพย์
สิน

3. ข้อมูลด้านสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน
3.1 ศักยภาพชุมชนด้านสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน
ประกอบด้วย
3.1.1 ลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรม ความเชือ ่ ต่างๆ
(1)
ขนบธรรมเนียมประเพณีทเี่ กีย่ วข้องกับด้านสุขภาพอนามัย
ชุมชนบ้านขามเปี้ ยจะประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาและประเพณีตา่ งๆ
ทีส
่ าคัญ ดังนี้
เดือน 1 งานบุญปี ใหม่
เป็ นเทศกาลทีญ ่ าติพีน่ ้องจะกลับบ้านและมีการสังสรรค์กน ั เช่น
มีการดืม ่ เหล้า เบียร์ น้าอัดลม
เดือน 3 บุญข้าวจี่
เป็ นเทศกาลทีช ่ านบ้านจะมีการทาข้าวจีโ่ ดยใช้ขา้ วเหนียวทาด้วยน้าผึ้
งและน้าอ้อยแล้วนาไปย่างบนเต้าถ่าย และมีการทาด้วยไข่ไก่
ซึง่ จะนาไปถวายพระทีว่ ดั และมีการนามากินกอีกด้วยถึงข้าวเหนียว
น้าผึง้ น้าอ้อยก็สง่ ผลให้มีน้าตาลสูง
เดือน 4 งานสงกรานต์
เป็ นงานเทศกาลปี ใหม่ไทยมีการรดน้าดาหัวผูใ้ หญ่และมีการดืม ่ สังสร
รค์กน ั บ้างและช่วงเดือนเมษายนนี้เป็ นช่วงออกผลของมวงทาให้หาซื้
อได้งา่ ยชาวบ้านก็จะนิยมกินมะม่วงกันเป็ นส่วนมาก
เดือน 6 บุญบัง้ ไฟ: เป็ นเทศกาลขอน้า
ขอฝนของชาวบ้านนอกจากนี้ยงั เป็ นเทศกาลรืน ่ เริง มีการสังสรรค์
ดืม่ แอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ ลาบ ก้อย ทาให้มีการควบคุมน้าตาลยาก

(2) ความเชือ ่ ค่านิยมและทัศนคติ และข้อห้ามต่างๆ


ทีเ่ กีย่ วขข้องกับสขุภาพอนามัย
1. ความเชือ ่ เกีย่ วกับยากลางบ้าน ได้แก่
ในหมูบ ่ า้ นขามเปี้ ยจะมีสวนสมุนไพรอยูท ่ ีว่ ดั ซึง่ หากชาวบ้านมีอาการ
เจ็บป่ วยก็จะนาสมุนไพรมารักษา
ซึง่ เชือ ่ ว่าสมุนไพรเป็ นยาทีใ่ ห้ผลดีตอ ่ ร่างกาย
2. ความเชือ ่ เกีย่ วกับฤกษ์ ยาม นิมต ิ ฝัน การประกอบพิธีตา่ งๆ
ได้แก่ ชาวบ้านหากมีฝน ั ทีเ่ ป็ นลางร้าย โชคไม่ดี
เมือ ่ ตืน ่ เช้ามาก็จะมีการเตรียมของไปแก้ฝน ั ไม่ดี
โดยให้หมอพราหมณ์ มาสวดทาพิธีให้ทบ ี่ า้ นของตน
เพือ ่ เป็ นการปัดเป่ าสิง่ ไม่ดอ ี อกไป , หากมีคนเสียชีวต ิ
ห้ามทผ้าเพราะเชือ ่ ว่าจะมีคนตายเป็ นต่อเป็ นทอเป็ นสาย ,
หากเสียชีวต ิ นอกหมูบ ่ า้ น และต้องการทีจ่ ะนาศพเข้าหมูบ ่ า้ น
ต้องไปขอขมาหลักบ้านก่อน ถึงจะนาเข้าได้ , หากคนเสียชีวต ิ
ห้ามขนฝื นเข้าหมูบ ่ า้ น
เพราะเหมือนเป็ นการนาฝื นมาเผาคนทีเ่ ป็ นและเป็ นมลพิษต่อหมูบ ่ า้
นด้วย , เมือ ่ จัดงานศพ ห้ามทาขนมจีน หรือเมนูอาหารทีเ่ กีย่ วกับเส้น
เพราะเชือ ่ ว่าจะมีคนเสียชีวต ิ อีกต่อกันไปเป็ นเส้นเป็ นสายเหมือน
เส้นทาอาหาร , วันพระจะไม่มีการสีขา้ ว
เพราะโบราณบอกมันไม่ดก ี ็เลยไม่ทา
3.ความเชือ ่ อันเนื่องมาแต่ศาสนา ได้แก่ ทาบุญทาทานแล้วจะได้ดี
พบแต่ความโชคดี
4.ความเชือ ่ เกีย่ วกับการทามาหากินและอาชีพ ได้แก่
เมือ ่ ถึงเดือนมีนาคม
ยามค่าเดือนเพจะมีการเตรียมปุ๋ ยลงนาเพือ ่ เป็ นการเตรียมหน้าดินแล
ะเป็ นช่วงเวลาทีส ่ าคัญของชาวบ้านซึ่งเชือ
่ ว่าเป็ นช่วงของ “กบบ่มีปาก
นาคบ่มีฮข ู้ ”ี้
ซึง่ หมายถึงเวลาเอาของดีๆใส่เข้าไปจะไม่ไหลหนีออกไปไหน
สิง่ ดีๆเหล่านัน ้ จะยังคงอยู่ ณ ทีแ่ ห่งนัน
้ ตลอด

(3) ประวัตค ิ วามเป็ นมาของชุมชน


ประวัตแ ิ ละเส้นทางการพัฒนาบ้านขามเปี้ ย หมูท ่ ี่ 5
อาเภอบ้านแฮด เป็ นอีกหนึ่งอาเภในจังหวัดขอนแก่น
จัดตัง้ ขึน ้ ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย
โดยการแบ่งท้องทีต ่ าบลจากอาเภอบ้านไผ่จานวน 4 ตาบล จัดตัง้ เป็ นกิง่ อาเภอ
เมือ ่ วันที่ 1 เมษายน 2538 มี นายชัชวาลย์ ศิรพ ิ น ั ธ์
เป็ นปลัดอาเภอผูเ้ ป็ นหัวหน้าประจากิง่ อาเภอบ้านแฮด คนแรก ต่อมาเมือ ่ วันที่ 28
กันยายน 2552 ได้รบ ั การยกฐานะขึน ้ เป็ นอาเภอโดยมี นายดารงค์ สิรวิ ช ิ ย
อิม
่ วิเศษ เป็ นนายอาเภอบ้านแฮดคนแรก
ชือ่ "บ้านแฮด" มีทม ี่ ามาจากคาบอกเล่าของคนรุน ่ ก่อน ว่า
แต่กอ ่ นพืน ่ ทีแ ่ ห่งนี้เป็ นป่ าดงดิบ มีสตั ว์ป่านานาชนิดจานวนมาก "พ่อขุนภิรมย์"
ผูก ้ อ ่ ตัง้ หมูบ ่ า้ นคนแรก ได้นาราษฎรจานวนหนึ่ง
บุกเบิกแผ้วถางป่ าเพือ ่ ปลูกบ้านอยูอ ่ าศัย
ใกล้หนองน้าทีม ่ ีสตั ว์ป่านานาชนิดลงมากินน้าในหนองน้าแห่งนี้เป็ นประจา
จนวันหนึ่งซึง่ ตรงกับวันขึน ้ ๑๕ ค่า อันเป็ นคืนเดือนเพ็ญ มีสตั ว์จาพวก "แฮด"
หรือ "แรด" มากินน้าทีห ่ นองน้าแห่งนี้มากผิดปกติ ซึง่ เป็ นเหตุการณ์ ทแ ี่ ปลกมาก
ด้วยเพราะไม่มีสตั ว์ชนิดอืน ่ ลงมากินน้าทีห ่ นองน้าแห่งเลย
ผูก้ อ ่ ตัง้ หมูบ ่ า้ นจึงขนานนามบริเวณทีบ ่ รรดาแฮด หรือ แรด ลงมากินน้าว่า
"ซาแฮด"
คาว่า "แฮด" เป็ นภาษาอีสาน หมายถึง "แรด" ในภาษากลาง
เป็ นชือ ่ เรียกสัตว์ชนิดหนึ่งคือ "แรด" นัน ้ เอง ผูม
้ าก่อตัง้ หมูบ ่ า้ นตัง้ ชือ
"บ้านซาแฮด" ตามทาเลทีต ่ ง้ ั หมูบ
่ า้ น คือ ซาแฮด ตัง้ แต่บดั นัน ้
ต่อมาจึงเพี้ยนมาเป็ น "บ้านแฮด" ในเวลาต่อมาจนถึงปัจจุบน ั
ซึง่ บ้านคาเปี้ ย คือ หมูท ่ ี่ 5 ประวัตค ิ วามเป็ นมาของชุมชนบ้านขามเปี้ ย หมู่ที่
5 อดีต คือ บ้านขามเตีย้ หมูท ่ ี่ 5 ตาบลบ้านเป้ า อาเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น
ในปี พ.ศ. 2352
ได้มีการอพยพออกมาพร้อมกันหลายเผ่าพันธุ์มาจากทิศเหนือของภาคอีสาน
ทางผูน ้ าขณะนัน ้ เห็นว่าสภานทีแ ่ ห่งนี้ เป็ นพื้นทีช ่ ยั ภูมท ิ ม ี่ ีความอุดมสมบูรณ์
มีแหล่งน้า
มีสตั ว์ป่ามากมายเหมาะสาหรับการก่อสร้างบ้านแปลงเมืองและให้กาเนิดขยายเผ่
าพันธุ์ออกมาเป็ นลูกเป็ นหลาน สืบสานการดารงชีวต ิ
จากรูปของตนเองและผสมผสานกับบุคคลถิน ่ ฐานทีอ ่ ยูใ่ กล้
และไกลออกมาเป็ นพื้นเพ คนถิน ่ นี้คอ ื บ้านขามเตีย้ ในอดีต
และขามเตีย้ ในปัจจุบน ั ทีม
่ ีความสามารถ มีรา่ งกายแข็งแรง ทามาหากินเก่ง
เลี้ยงลูกหลานให้อุดมสมบูรณ์ อบรมสั่งสอนลูกหลานให้เป็ นคนดี
สามารถให้ความช่วยเหลือผูอ ้ ืน
่ ได้ดี จะถูกเลือกให้เป็ นผูน ้ า เรียกในสมัยต่อมาว่า
“ผูใ้ หญ่บา้ น” ในอดีตทีผ ่ า่ นมา – ถึงปัจจุบน ั ชุมชนบ้านขามเปี้ ย มีผน ู้ าทัง้ สิน
้ 8
คน และต่อมาก็ได้รบ ั การตัง้ ให้เป็ นผูใ้ หญ่บา้ น (ข้อมูลสอบถามจาก นางเบญจพร
นามเทพ)
รายชือ ่ ผูใ้ หญ่บา้ น ตัง้ แต่กอ ่ ตัง้ บ้านขามเปี้ ย หมูท ่ ี่ 5 จนถึงปัจจุบน ั
1.นายผาง สินทร
2. นายผ้าง จาพร
3. นายชาย สาร่อน
4. นายบุญมี ตีกา
5. นายกล มีคาทอง
6. นายแหวง ตีกา
7. บายบุญชู มีคาทอง
8. นายละออง ลาดวงษา
9. นายสมคิด มีคาทอง
ปัจจุบน ั มีแกนนาหลัก 10 คน ได้แก่
1. นายสมคิด มีคาทอง เป็ นผูใ้ หญ่บา้ น
2. นางสุชาดา ทาร่อน เป็ นประธาน อสม. หมูท ่ ี่ 5
3. นายบุญมี สีโล เป็ นผูเ้ ชีย่ วชาญด้านแพทย์แผนไทย
4. นางวรรณภา สิทธิกุลชัย เป็ นผูม ้ ีความรูด ้ ส ้ นแพทย์แผนไทย
5. นายเคน ไฮงาม และ 6. นายสม แปชน
เป็ นผูม ้ ีความรูด ้ า้ นการอนุรกั ษ์ ศลิ ปวัฒนธรรมและประเพณีทอ ้ งถิน
่ ด้านการอนุรกั
ษ์ ศลิ ปวัฒนธรรมและประเพณีทอ ้ งถิน ่
7. นายละออง ลาดวงษา
เป็ นผูม
้ ีความรูด ้ า้ นขนบธรรมเนียมประเพณี เป็ นอดีตผูใ้ หญ่บา้ น
8. ส.ต.ไสว มีคาทอง เป็ นปราชญ์ชาวบ้าน
ผูม
้ ีความรูพ้ ธิ ีกรรมทางศาสนา/ขนบธรรมเนียมประเพณีและมี
9. นายเฉลียว ปากเมย ประธานสภาเทศบาลตาบลบ้านแฮด
10. นายทองดี แสนหล้า สมาชิกสภาเทศบาลตาบลบ้านแฮด

เส้นทางพัฒนาชุมชน บ้านขามเปี้ ย หมูท ่ ี่ 5


- พ.ศ. 2352 เผ่าพันธุ์มาจากทิศเหนือของภาคอีสาน พบต้นมะขามเตีย้
มีแหล่งน้าอุดมสมบูรณ์
จึงตัง้ รกรากปักฐานอยูส ่ ภานทีแ ่ ห่งนัน ้ จึงเกิดเป็ นหมูบ ่ า้ น ชือ
่ ว่า “บ้านขามเตีย้ ”
ปัจจุบน ั เรียกว่า
บ้านขามเปี้ ย
- พ.ศ. 2536 ชาวบ้านบางคนมีฐานะยากจน เมือ ่ มีคนเสียชีวต ิ
ต้องกูเ้ งินมาเพือ ่ จัดงานศพ
ก่อให้เกิดหนี้สน ิ ตามมมาผูน ้ าชุมชนและประชาชนเล็งเห็นความสาคัญ
จึงส่งเสริมให้สมาชิกรูจ้ กั ออมเงิน เพือ ่ แบ่งปันซึง่ กันและกัน
ปัจจุบน ั จึงจัดตัง้ กองทุนกลุม ่ ฌาปนกิจสงเคราะห์
- พ.ศ. 2538 อาเภอบ้านแฮด เป็ นอีกหนึ่งอาเภในจังหวัดขอนแก่น
จัดตัง้ ขึน ้ ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย
โดยการแบ่งท้องทีต ่ าบลจากอาเภอบ้านไผ่จานวน 4 ตาบล จัดตัง้ เป็ นกิง่ อาเภอ
นายชัชวาลย์ ศิรพ ิ นั ธ์
เป็ นปลัดอาเภอผูเ้ ป็ นหัวหน้าประจากิง่ อาเภอบ้านแฮดคนแรก
- พ.ศ. 2543 ส่วนใหญ่ประชาชนประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ใช้ปุ๋ยเคมีราคาสูง
และส่งผลให้สงิ่ แวดล้อมเป็ นพิษนาวัตถุดบ ิ ในพื้นทีม่ าผลิตเป็ นปุ๋ ยอินทรีย์ชีวภาพ
เพือ่ นาไปใช้ในการเกษตรของหมูบ ่ า้ น กลุม ่ เกษตรผสมผสานบ้านขามเปี้ ย ม.5
ปัจจุบน ั สามารถทาเป็ นปุ๋ ยอัดเม็ดและสามารถส่งออกขายนอกพื้นทีไ่ ด้
- พ.ศ. 2548 จากการสอบถามสาเหตุภาวะหนี้สน ิ
ส่วนใหญ่มาจากการทาการเกษตร แหล่งเงินทุนเพือ ่ การประกอบอาชีพ
การให้กูย้ ืม ของบ้านขามเปี้ ย หมู่ 5 ส่วนใหญ่คอ ื กองทุนเงินล้าน
(ข้อมูลสอบถามจาก นางเบญจพร นามเทพ)
- พ.ศ. 2552 ได้รบ ั การยกฐานะขึน ้ เป็ นอาเภอโดยมี นายดารงค์ สิรวิ ช ิ ย
อิม
่ วิเศษ เป็ นนายอาเภอบ้านแฮด คนแรก
- พ.ศ. 2555 คนในชุมชนมีการใช้สมุนไพรในการบาบัดรักษา
มีการปลูกพืชสมุนไพรและแหล่งเรียนรูเ้ กีย่ วกับสมุนไพร โดยมีนายประมวล
คอนพรหม เป็ นแกนนา
โดยการเริม ่ ปลูกพืชสมุนไพรนั้นได้รวบรวมแกนนาผูท ้ ม
ี่ ีความรูด
้ า้ นสมุนไพรใน
ท้องถิน ่ มาใช้รกั ษาได้เมือ ่ เจ็บป่ วย จึงจัดตัง้ ภายใต้ชือ
่ กลุม ่ ว่า
อนุรกั ษ์ พืขสมุนไพรชุมชนบ้านขามเปี้ ย
- พ.ศ. 2558 ไปดูงานหลายๆสถานทีเ่ กีย่ วกับพันธุ์ขา้ ว เช่น
มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์วจิ ยั พันธุ์ขา้ วขอนแก่น มีแนวคิดว่า
การออมไม่จาเป็ นต้องเป็ นการออมเงินเท่านัน ้ การออมมีหลายรูปแบบ
การออมเป็ นข้าวก็ดี และธนาคารข้าวจะได้มีรายได้จากดอกเบี้ยข้าวทีก ่ ูย้ ืม
เพือ
่ ให้ผยู้ ากไร้ และสมาชิกกูย้ ืมพันธุ์ขา้ ว กูย้ ืมข้าวกินในช่วงทีม ่ ีความเดือดร้อน
ดังนัน้ กลุม่ เป้ าหมายหลักของทุนทางสังคมนี้ คือ ผูย้ ากไร้
และสมาชิกทีม ่ ีความเดือดร้อน
กลุม่ ธนาคารข้าวชุมชน บ้านขามเปี้ ย

อาณาเขตของหมูบ ่ า้ นขามเปี้ ย หมู่ 5


พื้นทีข
่ องหมูบ
่ า้ น: 1,800 ไร่
ภูมปิ ระเทศ: ทีเ่ นินสลับทีร่ าบสูง มีแหล่งกักเก็บน้า (หนองแสง)
-ทิศตะวันออก จรดหมู่ 8,9,10 และถนนมิตรภาพ
-ทิศตะวันตก จรดกับหมู่ 10 บ้านโคกสาราญ
-ทิศเหนือ ติดกับบ้านโนนสมบูรณ์ หมู่ 5 และ หมู่ 11
-ทิศใต้ จรดกับบ้านแฮด หมู่ 2

(4) ความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในชุมชน
สัมพันธภาพภายในครอบครัว พ่อ-แม่-ลูก ผูน ้ าชุมชน กับชาวบ้าน
การร่วมกิจกรรมของคนในขุมขน
ชุมชนบ้านขามเปี้ ยเป็ นชุมชนทีป ่ ระกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็ นส่วน
ใหญ่ มีความรักใคร่และมีสม ั พัธภาพทีด ่ ภ
ี ายในชุมชน
เมือ
่ มีกจิ กรรมร่วมกันจะมีการแบ่งปันกันอยูเ่ สมอ
การมีวฒ ั นธรรมทีส่ ง่ เสริมให้รกั ใคร่และแบ่งปันกัน
จึงอาจทาให้ขาดความตระหนักและนามาซึง่ ปัญหาสุขภาพได้
จากการลงพื้นทีแ ่ ละสารวจ พบว่า
ประชาชนในบ้านขามเปี้ ยมีพฤติกรรมทางสุขภาพทีเ่ ป็ นปัญหา เช่น
ขาดเวลาในการออกกาลังกาย เครียด
ขาดการรักษาอย่างต่อเนื่องจากการเดินทางไม่สะดวก น้าหนักเกิน
รับประทานข้าวเหนี ยว ใช้น้าผึง้ น้าอ้อยเป็ นส่วนประกอบในการทาข้าวจี่
กินเหล้า สูบบุหรี่ และรับประทานปลาร้า ผงชูรส เป็ นต้น

3.2 ข้อมูลสถานะชุมชน
(1) เพศชายจานวน 566 เพศหญิงจานวน 602 ราย
(2) ศาสนา พุทธ จานวน 1,089 คน คิดเป็ นร้อยละ 99.73
คริสต์ จานวน 3 คน คิดเป็ นร้อยละ 0.27
รวม 1,092 คน คิดเป็ นร้อยละ 100
(3) การศึกษา อนุบาล จานวน 34 คน คิดเป็ นร้อยละ 23.13
ประถมศึกษา จานวน 84 คน คิดเป็ น 57.14
ม.ต้น จานวน 29 คน คิดเป็ น 19.73
รวม 147 คน คิดเป็ นร้อยละ 100
(อ้างอิงจาก TCNAP,2558)

ประเด็นด้านสังคม ตัวชี้วดั สถานะ


สถานะประชากรแล 1. อัตราส่วนระหว่างเพศ (Sex ratio) เพศชายจานวน
ะสังคม 566 เพศหญิงจานวน 602 ราย อัตราส่วนคือ 10 : 90
ประเด็นด้านสังคม ตัวชี้วดั สถานะ
2. อัตราการเกิดอย่างหยาบ (CBR)
จานวนอัตราการเกิด 5 ราย คิดเป็ นร้อยละ 4.43
ต่อประชากร 1,000 คน
3. อัตราการตายอย่างหยาบ (CDR) จานวนการตาย 10
ราย คิดเป็ นร้อยละ 8.87 ต่อประชากร 1,000 คน
หมูบ ่ า้ น 566 ราย ในหมูบ ่ า้ นมีประชากรทีเ่ ป็ นเพศชาย
48 ราย
เมือ
่ ประชากรรวมทัง้ เพศชายและเพศหญิงของหมูบ ่ า้ นข
ามเปี้ ย
4. อัตราพึง่ พิงแบ่งตามกลุม ่ อายุ เท่ากับ 52.23
(ประชากรวัยแรงงาน100คน)
ต้องรับภาระเลี้ยงดูเด็กและผูส ้ ูงอายุรวม 52.23
คนโดยเป็ นวัยเด็ก20.83 คน วัยสูงอายุ 31.39คน
วัยเด็ก (อายุต่ากว่า15ปี ) (อัตราการพึง่ พิงวัยเด็ก)
คิดเป็ นร้อยละ 20.83
ผูส ้ ไป (อัตราการพึง่ พิงวัยสูงอายุ)
้ ูงอายุ60ขึน
คิดเป็ นร้อยละ 31.66
รวม (อัตราการพึง่ พิงรวม) 386 คน คิดเป็ นร้อยล
52.23

อัตราพึง่ พิงแบ่งตามความต้องการได้รบ ั ความช่วยเหลือ


1. ผูพ ้ ก ิ ารทางกาย/เคลือ ่ นไหว จานวน 18 คน
คิดเป็ นร้อยละ 10.06
2. ผูพ ้ ก ิ ารทางการมองเห็น จานวน 10 คน
คิดเป็ นร้อยละ 5.59
3. ผูพ ้ ก ิ ารทางการได้ยน
ิ /สือ
่ ความหมาย จานวน 4
คน คิดเป็ นร้อยละ 2.23
4. ผูพ้ ก ิ ารทางการทางสติปญ ั ญา/การรับรู ้ จานวน
3 คน คิดเป็ นร้อยละ 1.68
5. ผูพ ้ ก ิ ารทางการทางจิต/พฤติกรรม จานวน3คน
คิดเป็ นร้อยละ 1.68
6. อืน
่ ๆ (ระบุ 1.นักเรียน 2. เรียนอยู่ 3.ยากบาบัด
4.ปอดติดเชื้อ 5. ประสาท 6. ค่าเล่าเรียน
7.รับจ้างทั่วไป) จานวน 18 คน คิดเป็ นร้อยละ 10.06
ประเด็นด้านสังคม ตัวชี้วดั สถานะ
รวม 38 คน คิดเป็ นร้อยละ 3.73
(อ้างอิงจาก TCNAP,2558)
ครอบครัวอบอุน ่ 1. ร้อยละประชากรแยกตามสถานภาพสมรส
โสด จานวน 308 คน คิดเป็ นร้อยละ 28.28
สมรสจดทะเบียน จานวน 386 คน คิดเป็ นร้อยละ
35.45
สมรสไม่จดทะเบียน จานวน 200 คน คิดเป็ นร้อยละ
18.37
หม้าย จานวน 57 คน คิดเป็ นร้อยละ 5.23
หย่า จานวน 14 คน คิดเป็ นร้อยละ 1.29
แยกกันอยู่ จานวน 11 คน คิดเป็ นร้อยละ 1.01
ไม่เข้าข่าย จานวน 113 คน คิดเป็ นร้อยละ 100
2. ร้อยละการอยูอ ่ าศัยของเด็กปฐมวัย (0-5 ปี ) จานวน
46 ราย คิดเป็ นร้อยละ 4.10
3. ร้อยละการอยูอ ่ าศัยของผูส ้ ูงอายุ จานวน 468 ราย
คิดเป็ นร้อยละ 41.53
4. ร้อยละการมีทอ ี่ ยูอ
่ าศัยของครัวเรือน
หัวหน้าครอบครัว จานวน 225 คน คิดเป็ นร้อยละ20.6
บิดา จานวน 14 คน คิดเป็ นร้อยละ 1.28
มารดา จานวน 35 คน คิดเป็ นร้อยละ 3.21
บุตร จานวน 357 คน คิดเป็ นร้อยละ 32.75
พี/่ น้อง จานวน 51 คน คิดเป็ นร้อยละ 4.67
ตา/ยาย จานวน 2 คน คิดเป็ นร้อยละ 0.18
อืน
่ ๆ (ระบุ) เขยน้องเขย,น้องเมีย,น้องสะใภ้,
บุตรเขย,พีส ่ ะใภ้,ภรรยา,ภรรยาหัวหน้า,
ครัวเรือน,ลุง,ลูกเขย,ลูกสะใภ้,สะใภ้,สามี,หลาน,
เขย,หลานเขย,เหลน จานวน 182 คน คิดเป็ นร้อยละ
16.67
รวมทัง้ หมด 1,092 คน คิดเป็ นร้อยละ 100
(อ้างอิงจาก รพสต,2561)
การศึกษาและการเรี 1. อัตราการเข้าเรียนปฐมวัยของเด็กอายุ 3-5 ปี
ยนรูต
้ ลอดชีวต
ิ สถานะการศึกษา
(เด็กทุกคนได้รบ ั การเข้าเรียนระดับอนุบาลฟรี)
อนุบาล จานวน 34 คน คิดเป็ นร้อยละ 23.13
ประเด็นด้านสังคม ตัวชี้วดั สถานะ
2.
อัตราการเข้าเรียนสุทธิระดับการศึกษาขัน ้ พื้นฐานของป
ระชากรวัยเรียน (อายุ 6-14 ปี )
ประถมศึกษา จานวน 84 คน คิดเป็ น 57.14
ม.ต้น จานวน 29 คน คิดเป็ น 19.73
รวม 147 คน คิดเป็ นร้อยละ 100
3.
ร้อยละของนักเรียนออกกลางครันในระดับการศึกษาขัน ้
พื้นฐาน จานวน 53 คน คิดเป็ นร้อยละ 100
(อ้างอิงจาก TCNAP,2558)
ความยากจน 1.
ทุนทางสังคมทีม ่ ีศกั ยภาพด้านการป้ องกันแก้ไขปัญหาค
วามยากจน:
1.ธนาคาร ธกส.
2. กองทุนเงินล้าน
ศาสนา วัฒนธรรม 1. ร้อยละประชากรทีน ่ บ
ั ถือศาสนา
ประเพณี ภูมป
ิ ญ
ั ญา -นับถือศาสนา พุทธ จานวน 1,089 คน
ความเชือ
่ คิดเป็ นร้อยละ 99.73
-นับถือศาสนา คริสต์ จานวน 3 คน คิดเป็ นร้อยละ
0.27
2. วัฒนธรรมและความเชือ ่

ชุมชนบ้านขามเปี้ ยจะประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาแ
ละประเพณีตา่ งๆ ทีส ่ าคัญ ดังนี้
เดือน 1 งานบุญปี ใหม่
เป็ นเทศกาลทีญ ่ าติพีน ่ ้องจะกลับบ้านและมีการสังสรรค์ก ั
น เช่น มีการดืม ่ เหล้า เบียร์ น้าอัดลม
เดือน 3 บุญข้าวจี่
เป็ นเทศกาลทีช ่ านบ้านจะมีการทาข้าวจีโ่ ดยใช้ขา้ วเหนีย
วทาด้วยน้าผึง้ และน้าอ้อยแล้วนาไปย่างบนเต้าถ่าย
และมีการทาด้วยไข่ไก่
ซึง่ จะนาไปถวายพระทีว่ ดั และมีการนามากินกอีกด้วยถึง
ข้าวเหนียว น้าผึง้ น้าอ้อยก็สง่ ผลให้มีน้าตาลสูง
ประเด็นด้านสังคม ตัวชี้วดั สถานะ
เดือน 4 งานสงกรานต์
เป็ นงานเทศกาลปี ใหม่ไทยมีการรดน้าดาหัวผูใ้ หญ่และมี
การดืม ่ สังสรรค์กน ั บ้างและช่วงเดือนเมษายนนี้เป็ นช่วงอ
อกผลของมวงทาให้หาซื้อได้งา่ ยชาวบ้านก็จะนิยมกินมะ
ม่วงกันเป็ นส่วนมาก
เดือน 6 บุญบัง้ ไฟ: เป็ นเทศกาลขอน้า
ขอฝนของชาวบ้านนอกจากนี้ยงั เป็ นเทศกาลรืน ่ เริง
มีการสังสรรค์ ดืม ่ แอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ ลาบ ก้อย
ทาให้มีการควบคุมน้าตาลยาก

3. ความเชือ ่ ของชาวบ้านบ้านขามเปี้ ย
1.ความเชือ ่ เกีย่ วกับยากลางบ้าน
ได้แก่
ในหมูบ ่ า้ นขามเปี้ ยจะมีสวนสมุนไพรอยูท ่ ีว่ ดั ซึง่ หากชาว
บ้านมีอาการเจ็บป่ วยก็จะนาสมุนไพรมารักษา
ซึง่ เชือ่ ว่าสมุนไพรเป็ นยาทีใ่ ห้ผลดีตอ ่ ร่างกาย
2.ความเชือ ่ เกีย่ วกับฤกษ์ ยาม นิมต ิ ฝัน
การประกอบพิธีตา่ งๆ
ได้แก่ ชาวบ้านหากมีฝน ั ทีเ่ ป็ นลางร้าย โชคไม่ดี
เมือ ่ ตืน่ เช้ามาก็จะมีการเตรียมของไปแก้ฝน ั ไม่ดี
โดยให้หมอพราหมณ์ มาสวดทาพิธีให้ทบ ี่ า้ นของตน
เพือ ่ เป็ นการปัดเป่ าสิง่ ไม่ดอ ี อกไป , หากมีคนเสียชีวต ิ
ห้ามทผ้าเพราะเชือ ่ ว่าจะมีคนตายเป็ นต่อเป็ นทอเป็ นสาย
, หากเสียชีวต ิ นอกหมูบ ่ า้ น
และต้องการทีจ่ ะนาศพเข้าหมูบ ่ า้ น
ต้องไปขอขมาหลักบ้านก่อน ถึงจะนาเข้าได้ ,
หากคนเสียชีวต ิ ห้ามขนฝื นเข้าหมูบ ่ า้ น
เพราะเหมือนเป็ นการนาฝื นมาเผาคนทีเ่ ป็ นและเป็ นมลพิ
ษต่อหมูบ ่ า้ นด้วย , เมือ ่ จัดงานศพ ห้ามทาขนมจีน
หรือเมนูอาหารทีเ่ กีย่ วกับเส้น
เพราะเชือ ่ ว่าจะมีคนเสียชีวต ิ อีกต่อกันไปเป็ นเส้นเป็ นสา
ยเหมือน เส้นทาอาหาร , วันพระจะไม่มีการสีขา้ ว
เพราะโบราณบอกมันไม่ดก ี ็เลยไม่ทา
3.ความเชือ ่ อันเนื่องมาแต่ศาสนา
ประเด็นด้านสังคม ตัวชี้วดั สถานะ
ได้แก่ ทาบุญทาทานแล้วจะได้ดี พบแต่ความโชคดี
4.ความเชือ ่ เกีย่ วกับการทามาหากินและอาชีพ
ได้แก่ เมือ ่ ถึงเดือนมีนาคม
ยามค่าเดือนเพจะมีการเตรียมปุ๋ ยลงนาเพือ ่ เป็ นการเตรีย
มหน้าดินและเป็ นช่วงเวลาทีส ่ าคัญของชาวบ้านซึง่ เชือ ่ ว่า
เป็ นช่วงของ “กบบ่มีปาก นาคบ่มีฮข ู้ ี้”
ซึง่ หมายถึงเวลาเอาของดีๆใส่เข้าไปจะไม่ไหลหนีออกไ
ปไหน สิง่ ดีๆเหล่านัน ้ จะยังคงอยู่ ณ ทีแ ่ ห่งนัน
้ ตลอด
(จากการสัมภาษณ์ นางเบญจพร นามเทพ)
บทบาทหญิง-ชาย 1.
และความรุนแรงต่อเ ทุนทางสังคมทีม ่ ีศกั ยภาพด้านการเฝ้ าระวังหรือจัดการค
ด็ก สตรี คนชรา วามรุนแรงในชุมชน
กลุม ่ อปพร. (อาสาสมัครป้ องกันภัยฝ่ ายพลเรือน)
ช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยในชีวต ิ และทรัพย์สน ิ ของค
นในหมูบ ่ า้ น
ความเป็ นธรรมและ 1.
ความเหลือ่ มลา้ และก ร้อยละผูย้ ากไร้ทต ี่ อ
้ งการความช่วยเหลือตามระเบียบขอ
ารจัดสวัสดิการดูแล ง อปท.
ช่วยเหลือ จานวน 0 คน คิดเป็ นร้อยละ 0
2. ร้อยละบุคคลเร่รอ ่ น หรือ
ไร้ทอ ี่ ยูอ
่ าศัยทีต ่ อ ้ งการความช่วยเหลือตามระเบียบของ
อปท.
จานวน 0 คน คิดเป็ นร้อยละ 0
3. ร้อยละผูต ้ ด ิ เชื้อเอชไอวี ผูป ้ ่ วยเอดส์
ครอบครัวทีไ่ ด้รบ ั ผลกระทบจากเอดส์
ทีต ่ อ
้ งการความช่วยเหลือตามระเบียบของ อปท.
จานวน 0 คน คิดเป็ นร้อยละ 0
4. ร้อยละของผูส ้ ูงอายุทไี่ ด้รบ ั เบี้ยยังชีพ
-จานวนผูส ้ ูงอายุทีม ่ ีสท
ิ ธิรบ ั เงินเบี้ยยังชีพผูส ้ ูงอายุ
ประจาปี งบประมาณ พ.ศ.2562
อายุ 60-69 ปี จานวน 119 คน คิดเป็ นร้อยละ 10.56
อายุ 70-79 ปี จานวน 63 คน คิดเป็ นร้อยละ 5.59
อายุ 80-89 ปี จานวน 22 คน คิดเป็ นร้อยละ 1.93
อายุ 90 ปี ขึน ้ ไป จานวน 4 คน คิดเป็ นร้อยละ 0.35
ประเด็นด้านสังคม ตัวชี้วดั สถานะ
5. ร้อยละของคนพิการทีไ่ ด้รบ ั เบี้ยยังชีพ
-เงินสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผูพ ้ กิ ารประจางวดที่ 4/2562
ประจาเดือน มกราคม 2562 จานวน 49 คน
คิดเป็ นร้อยละ 4.35
6.
ร้อยละของผูต ้ ด
ิ เชื้อเอชไอวีหรือผูป ้ ่ วยเอดส์ทไี่ ด้รบ
ั เบี้ยยั
งชีพ ผูป้ ่ วยเอดส์/ผูต ้ ด
ิ เชื้อ HIV จานวน 0 คน
คิดเป็ นร้อยละ 100
(อ้างอิงจาก TCNAP,2558)

4. ข้อมูลศักยภาพชุมชนและสถานะชุมชนด้านสภาวะแวดล้อม
4.1 ข้อมูลด้านสภาวะแวดล้อม (ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้า ป่ า)
ประกอบด้วย
(1) ข้อมูลเกีย่ วกับดิน
อาณาเขต : - ทิศตะวันออก จรดหมู่ 8,9,10 และถนนมิตรภาพ
- ทิศตะวันตก จรดกับหมู่ 10 บ้านโคกสาราญ
- ทิศตะวันเหนือ ติดกับบ้านโนนสมบูรณ์ หมู่ 5 และ หมู่
11
- ทิศใต้ จรดกับบ้านแฮดหมู่ 2
พื้นที่ : 1,800 ไร่
ภูมป
ิ ระเทศ : ทีเ่ นินสลับทีร่ าบสูง มีแหล่งกัดเก็บน้า (หนองแสง)
ลักษณะดิน :
พื้นทีส
่ ว่ นใหญ่เป็ นดินเหนียวผสมดินทรายสลับกับดินเค็ม
กลุม
่ ทีร่ ว่ มอนุรกั ษ์ ดน
ิ : ไม่มี
แนวทางการอนุรกั ษ์ ดน
ิ : ไม่มี
การใช้ประโยชน์ : มีการใช้ทด
ี่ น
ิ ในการทาเกษตร ปลูกข้าว
ปลูกมันสาปะหลัง
ผลกระทบ : ในพื้นทีด
่ น
ิ เค็ม ไม่สามารถทาการเกษตรได้
ปล่อยเป็ นทีร่ กร้าง

(2) ข้อมูลเกีย่ วกับน้า


แหล่งน้าตามธรรมชาติ : ไม่มี
หนองน้า : จานวน 1 แห่ง คือ หนองแสง น้าบาดาล: 2 แห่ง
การใช้ประโยชน์ : ใช้ในการพักผ่อน เดินออกกาลังกาย
เล่นคลายร้อน
แหล่งน้าใช้ : มีประปาประจาหมูบ
่ า้ น
เกิดจากการนาน้าบาดาลมากรองผสมคลอรีน
แหล่งน้าดืม
่ :
่ งกรองน้าประจาชุมชนซึง่ เป็ น
ได้จากการซื้อจากร้านในชุมชนและจากเครือ
ของรัฐบาล

แหล่งน้าสาหรับการเกษตร :
ไม่มีแหล่งกักเก็บน้าไว้ใช้สาหรับการเกษตรในหน้าแล้งซึง่ มีชาวบ้าน
จานวนมากได้รบ
ั ผลกระทบ สูญเสียรายได้
2.1 ร้อยละการจัดการน้าของแต่ละครัวเรือน

การจัดการน้า จานวน ร้อยละ


1. มีน้าอุปโภคทีส่ ะอาดตลอดทัง้ ปี 277 100
2. มีน้าสะอาดในการบริโภค 277 100
3. มีภาชนะเก็บกักน้าอุปโภค บริโภค 277 100
สะอาด มีฝาปิ ด
และรักษาความสะอาดอย่างสม่าเสมอ
รวมครัวเรือนทัง้ หมด 277

ผลการวิเคราะห์ขอ
้ มูล

่ การจัดการน้ า
ร ้อยละของคร ัวเรือนทีมี
สาหร ับอุปโภคและบริโภค

100 100 100


ในชุมชนมีจานวนทัง้ หมด 277 ครัวเรือน ร้อยละ 100
nของครัวเรือนทีม่ น
ี ้าอุปโภคทีส
่ ะอาดตลอดทัง้ ปี ร้อยละ 100
ของครัวเรือนมีน้าสะอาดในการบริโภค ร้อยละ 100
ของครัวเรือนทีม
่ ีภาชนะเก็บกักน้าอุปโภค บริโภค สะอาด มีฝาปิ ด
และรักษาความสะอาดอย่างสม่าเสมอ

(3) ข้อมูลเกีย่ วกับป่ า


จานวนป่ า : มี 1 แหล่ง (ใช้รว่ มกับ หมูท
่ ี9
่ )1.ป่ าชุมชน
พื้นที่ : 100 ไร่
ประเภทของป่ า : ป่ านิเวศ
การใช้ประโยชน์ : 1. ใช้ประกอบอาหารจากส่วนต่าง ๆ ของพืช
2. นาสมุนไพรจากป่ ามาทาเป็ นยารักษาโรค
ลูกประคบ
3. เป็ นทีร่ วมของพันธุ์พืชและสมุนไพรจานวนมาก
ชุมชน โรงเรียน ภาครัฐ และเอกชน
ใช้ขอ
้ มูลจากป่ าในการศึกษาหาความรู ้

(4) ข้อมูลเกีย่ วกับมลพิษทีม


่ ีในชุมชน
4.1 ร้อยละการจัดการมลพิษของแต่ละครัวเรือน

การจัดการมลพิษ จานวน ร้อยละ


1. การคัดแยกขยะ (อ้างอิง: 277 50
แม่เบญจพร นามเทพ)
2. การจัดการมลพิษ (TCNAP 73 31.49
2558).
ครัวเรือนในชุมชนทัง้ หมด 277

ผลการวิเคราะห์ขอ
้ มูล

ร ้อยละการจัดการมลพิษของแต่ละ
คร ัวเรือน

50
31.49
การคัดแยกจยะ การจัดการมลพิษ
ในชุมชนมีจานวนทัง้ หมด 277 ครัวเรือน ร้อยละ 50
ของครัวเรือนจัดการคัดแยกขยะ
ด้วยการจัดส่งขยะให้กบ ั ทางเทศบาลในการจัดการ
ดังนัน ้ ในหมูบ่ า้ นจะมีแหล่งทีใ่ ช้ในการพักขยะ อยูห ่ า่ งจากหมูบ
่ า้ นประมาณ 300
เมตร ขยะจากครัวเรือนจะถูกมาพักไว้กอ ่ นนาไปกาจัด โดยมีคนงานเป็ นผูด ้ แ
ู ล
ซึง่ จากการสังเกตพบว่า การดูแลไม่ดเี ท่าทีค ่ วร เนื่องจากขยะส่งกลิน ่ เหม็น
บางส่วนของเศษขยะกระจายตัวออกไปยังบริเวณพื้นทีโดยรอบ เช่น
บริเวณทุง่ นาใกล้แหล่งทีต ่ ง้ ั นอกจากนัน
้ ขยะบางส่วนมีการจัดการทีไ่ ม่เหมาะสม
เช่น ทาการเผา ซึ่งจากการสังเกต พบว่ามีรอ ่ งรอยการเผาหลายจุด
ซึง่ ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศแก่สมาชิกในชุมชนได้
ส่วนการจัดการมลพิษของครัวเรือนคิดเป็ นร้อยละ 31.49
4.2 ร้อยละปัญหามลพิษของแต่ละครัวเรือน
ปัญหามลพิษในชุมมชน จานวน ร้อยละ
1. ขยะ(TCNAP 2558). 25 44.64
2. เสียงดัง(TCNAP 2558). 24 42.86
3. การใช้สารเคมี (TCNAP 6 10.71
2558).
4. น้าเสีย (TCNAP 2558) 4 7.14
5. ควันพิษ ฝุ่ นละออง 1 1.79
(TCNAP 2558)
ครัวเรือนในชุมชนทัง้ หมด 277

ผลการวิเคราะห์ขอ
้ มูล

ร ้อยละปั ญหามลพิษของแต่ละคร ัวเรือน

44.64 42.86

10.71 7.14 1.79

จากการประมวลผลจากการบันทึกข้อมูลพื้นฐานตาบล(TCNAP 2558)
ปัญหาทีพ ่ บมากทีส
่ ด
ุ คือ ขยะ จานวน 25 ครัวเรือน คิดเป็ นร้อยละ 44.64
เสียงดัง จานวน 24 ครัวเรือน คิดเป็ นร้อยละ 42.86สารเคมี จานวน 6
คิดเป็ นร้อยละ 10.71 น้าเสียจานวน 4 ครัวเรือน คิดเป็ นร้อยละ 7.14 ควันพิษ
ฝุ่ นละออง จานวน 1 ครัวเรือน คิดเป็ นร้อยละ 1.79
(5) ข้อมูลเกีย่ วกับการเกิดภัยพิบตั ิ
- ฤดูรอ้ น จะได้รบ
ั ผลกระทบทางการเกษตรคือ ภัยพิบตั แ
ิ ล้ง
ทาให้ชาวบ้านไม่สามารถทาการปลูกข้าวได้เนื่องจากไม่มีน้าทีเ่ พียงพอ
สาหรับทาการเกษตร
ชุมชนจึงปลูกมันสาปะหลังเป็ นรายได้เสริมแทนการปลูกข้าวในฤดูรอ้ น

- ฤดูฝน จะมีพายุลมแรง น้าท่วม


ทาให้บา้ นเรือนและกลุม ่ เกษตรผสมผสานได้รบ ั ความได้รบ
ั ความเสียหา
ยคือมีหลังคารั่ว ชารุด เสียหาย และนาข้าวเสียหายเป็ นจานวนมาก
(6) การใช้พลังงานทางเลือกของชุมชน
6.1 ร้อยละของครัวเรือนทีม
่ ีไฟฟ้ าใช้ในครัวเรือน
การมีไฟฟ้ าใช้ในครัวเรือน จานวน ร้อยละ
มี 277 100
ไม่มี 0 0

6.2 ร้อยละครัวเรือนทีม
่ ีการใช้พลังงานทดแทน
การจัดการพลังงานและอนุรกั ษ์ พลังงาน จานวน ร้อยละ
มี 161 68.51
ไม่มี 74 31.49
รวม 235 100

(7) สภาวะแวดล้อมทีเ่ อื้อต่อสุขภาพ


ถนนในหมูบ ่ า้ นทัง้ หมดเป็ นถนนคอนกรีต มีป้ายบอกจุดเสีย่ งอันตราย
บอกลดความเร็วทีช ่ ดั เจน
ไม่มีเส้นทางชารุด

(8) พื้นทีเ่ สีย่ งต่อการเกิดปัญหาอาชญากรรม


ถนนภายในหมูบ ่ า้ นมีไฟส่องสว่างทุกเส้น ไม่มีบา้ นร้าง หรือจุดทีร่ กร้าง
ทีเ่ สีย่ งต่อการเกิดปัญหาอาชญากรรม

(9) ข้อมูลผูท
้ ต
ี่ อ
้ งการความช่วยเหลือเพือ
่ ปรับสภาพบ้านและทีอ
่ ยูอ

าศัย
ผูท
้ ต
ี่ อ
้ งการความช่วยเหลือเพือ ่ ปรับสภาพบ้านและทีอ
่ ยูอ
่ าศัย
พบว่ามีผท ู้ ต
ี่ อ
้ งได้รบ
ั การช่วยเหลือในการปรับสภาพบ้านมีจานวนทัง้ หมด
1 ครัวเรือน จาก 277 ครัวเรือน คิดเป็ นร้อยละ 0.36

5. ข้อมูลศักยภาพชุมชนและสถานะชุมชนด้านการเมือง การปกครอง
5.1 ข้อมูลศักยภาพชุมชนด้านการเมือง การปกครอง ประกอบด้วย
(1) กฎ กติกา ข้อตกลง นโยบายสาธารณสุข
- ห้ามเรีย่ ไร
- ห้ามดืม ่ เครือ่ งดืม่ มึนเมา และห้ามเล่นการพนันในงานศพ
- ห้ามดืม ่ เครือ่ งดืม่ มึนเมาในงานบุญต่างๆ
- ห้ามจับปลาในหนองน้า หากฝ่ าฝื น ปรับ 5,000 บาท/คน
- ห้ามนาสัตว์เลี้ยงทุกชนิดไปเลี้ยงในหนองน้า หรือบริเวณวัด
หากฝ่ าฝื น ปรับ 500 บาท
- ผูใ้ ดข้องเกีย่ วกับยาเสพติด
จะไม่ได้รบ ั การช่วยเหลือจากชุมชน

5.2 ข้อมูลสถานะชุมชนด้านการเมือง การปกครอง ประกอบด้วย

(1) การมีสว่ นร่วมของประชาชน


สมาชิกในครัวเรือน จานวน (ครัวเรือน) ร้อยละ
มีสว่ นร่วมในกิจกรรมของชุมช

1) มี 225 95.74
2) ไม่มี 10 4.26
รวม 235 100
สมาชิกในครัวเรือนมีสว่ มีสมาชิกในครัวเรือน ไม่มีสมาชิกในครัวเรือ ร
นร่วมในกิจกรรมของชุม มีสว่ นร่วมในกิจกรรม นมีสว่ นร่วมในกิจกรร ว
ชน ม ม
จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ
1. 217 96.44 8 3.56 1
การใช้สท
ิ ธิเลือกตัง้ ครัง้ ที่ 0
ผ่านมา 0
2. 118 52.44 107 47.56 1
ร่วมรณรงค์การเลือกตัง้ 0
0
3. 51 22.67 174 77.33 1
ร่วมเป็ นกรรมการการเลื 0
อกตัง้ 0
4. 104 46.22 121 53.78 1
ร่วมทาประชาพิจารณ์ /ร่ 0
วมเวทีประชาคม/ 0
ร่วมประชุมหมูบ่ า้ น
5.ร่วมทาแผนชุมชน/ตา 81 36 144 64 1
บล 0
0
6) อืน
่ ๆ (ระบุ) 3 1.33 222 98.67 1
1. 0
วันสาคัญในพระพุทธศา 0
สนา
2. ร่วมทาบุญ
3.
ไปเลือกตัง้ ทุกครัง้ ทีผ
่ า่ น
มา

สรุปการมีสว่ นร่วมของประชาชน
อันดับที่ 1 การใช้สท
ิ ธิเลือกตัง้ ครัง้ ทีผ
่ า่ นมา จานวน 217 ครัวเรือน
ต่อประชากร 235 ครัวเรือน คิดเป็ นร้อยละ 96.44
อันดับที่ 2 ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ จานวน 118 ครัวเรือน
ต่อประชากร 235 ครัวเรือน คิดเป็ นร้อยละ 52.44
อันดับที่ 3 ร่วมทาประชาพิจารณ์ /ร่วมเวทีประชาคม/
ร่วมประชุมหมูบ ่ า้ นจานวน 104 ครัวเรือน ต่อประชากร 235 ครัวเรือน
คิดเป็ นร้อยละ 46.22

(2) กรณีพพ
ิ าทของสมาชิกในครัวเรือน และการจัดการความขัดแย้ง
 กรณีพพ
ิ าทของสมาชิกในครัวเรือน
1) ปัญหาทะเลาะวิวาท/ทาร้ายร่างกาย
กรณีพพ ิ าทของสมาชิกในครัวเรือ จานวน (ครัวเรือน) ร้อยละ

1) ไม่มีกรณีพพ ิ าท 218 92.77
2) มีกรณีพพ ิ าท 17 7.23
รวม 235 100
มีวธิ ีการจัดการไกล่เ ไม่มีวธิ ีการจัดการไกล่
กลีย่ เกลีย่ รว
วิธีการจัดการไกล่เกลีย่

จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ
1. 7 41.18 10 58.82 10
การใช้การเจรจาผูท ้ เี่ กีย่ ว 0
ข้อง
2. 3 17.65 14 82.35 10
การใช้กติกาข้อตกลงของ 0
พื้นที่
3. 3 17.65 14 82.35 10
การประชุม/เวทีประชาค 0

4. 5 29.41 12 70.59 10
การใช้กฎหมายบ้านเมือง 0
5. อืน
่ ๆ 0 0 17 100 10
0
2) ปัญหาการแบ่งเขตทีด
่ น

กรณีพพ ิ าทของสมาชิกในครัวเรือ จานวน (ครัวเรือน) ร้อยละ

1) ไม่มีกรณีพพ ิ าท 227 96.60
2) มีกรณีพพ ิ าท 8 3.40
รวม 235 100
มีวธิ ีการจัดการไกล่เ ไม่มีวธิ ีการจัดการไกล่
กลีย่ เกลีย่ รว
วิธีการจัดการไกล่เกลีย่

จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ
1. 2 25.00 6 75.00 10
การใช้การเจรจาผูท ้ เี่ กีย่ ว 0
ข้อง
2. 2 25.00 6 75.00 10
การใช้กติกาข้อตกลงของ 0
พื้นที่
3. 1 12.50 7 87.50 10
การประชุม/เวทีประชาค 0

4. 0 0 8 100 10
การใช้กฎหมายบ้านเมือง 0
5. อืน
่ ๆ 0 0 8 100 10
0

3) ปัญหาการบุกรุกพื้นที่
กรณี พพ ิ าทของสมาชิกในครัวเรือ จานวน (ครัวเรือน) ร้อยละ

1) ไม่มีกรณีพพ ิ าท 224 95.32
2) มีกรณีพพ ิ าท 9 3.83
รวม 235 100
มีวธิ ีการจัดการไกล่เ ไม่มีวธิ ีการจัดการไกล่
กลีย่ เกลีย่ รว
วิธีการจัดการไกล่เกลีย่

จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ
1. 4 44.44 5 55.56 10
การใช้การเจรจาผูท ้ เี่ กีย่ ว 0
ข้อง
2. 2 22.22 7 77.78 10
การใช้กติกาข้อตกลงของ 0
พื้นที่
3. 0 0 9 100 10
การประชุม/เวทีประชาค 0

4. 1 11.11 8 88.89 10
การใช้กฎหมายบ้านเมือง 0
5. อืน
่ ๆ 0 0 9 100 10
0

4) ปัญหาการลักทรัพย์
กรณีพพ ิ าทของสมาชิกในครัวเรือ จานวน (ครัวเรือน) ร้อยละ

1) ไม่มีกรณีพพ ิ าท 228 97.02
2) มีกรณีพพ ิ าท 7 2.98
รวม 235 100
มีวธิ ีการจัดการไกล่เ ไม่มีวธิ ีการจัดการไกล่ รว
วิธีการจัดการไกล่เกลีย่
กลีย่ เกลีย่ ม
จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ
1. 3 42.86 4 57.14 10
การใช้การเจรจาผูท
้ เี่ กีย่ ว 0
ข้อง
2. 1 14.29 6 85.71 10
การใช้กติกาข้อตกลงของ 0
พื้นที่
3. 0 0 7 100 10
การประชุม/เวทีประชาค 0

4. 1 14.29 6 85.71 10
การใช้กฎหมายบ้านเมือง 0
5. อืน
่ ๆ 1 14.29 6 85.71 10
0

5) ปัญหาชูส
้ าว
กรณีพพ ิ าทของสมาชิกในครัวเรือ จานวน (ครัวเรือน) ร้อยละ

1) ไม่มีกรณีพพ ิ าท 230 97.87
2) มีกรณีพพ ิ าท 5 2.13
รวม 235 100
มีวธิ ีการจัดการไกล่เ ไม่มีวธิ ีการจัดการไกล่
กลีย่ เกลีย่ รว
วิธีการจัดการไกล่เกลีย่

จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ
1. 2 40.00 3 60.00 10
การใช้การเจรจาผูท ้ เี่ กีย่ ว 0
ข้อง
2. 0 0 5 100 10
การใช้กติกาข้อตกลงของ 0
พื้นที่
3. 0 0 5 100 10
การประชุม/เวทีประชาค 0

4. 0 0 5 100 10
การใช้กฎหมายบ้านเมือง 0
5. อืน
่ ๆ 0 0 5 100 10
0

6) ปัญหาการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ ทรัพยากรในพื้นที่
กรณีพพ ิ าทของสมาชิกในครัวเรือ จานวน (ครัวเรือน) ร้อยละ

1) ไม่มีกรณีพพ ิ าท 228 97.02
2) มีกรณีพพ ิ าท 7 2.98
รวม 235 100
มีวธิ ีการจัดการไกล่เ ไม่มีวธิ ีการจัดการไกล่
กลีย่ เกลีย่ รว
วิธีการจัดการไกล่เกลีย่
จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ม
1. 2 28.57 5 71.43 10
การใช้การเจรจาผูท ้ เี่ กีย่ ว 0
ข้อง
2. 1 14.29 6 85.71 10
การใช้กติกาข้อตกลงของ 0
พื้นที่
3. 1 14.29 6 85.71 10
การประชุม/เวทีประชาค 0

4. 0 0 7 100 10
การใช้กฎหมายบ้านเมือง 0
5. อืน
่ ๆ 0 0 7 100 10
0
7) ปัญหาการขัดแย้งด้านการเมือง
กรณีพพ ิ าทของสมาชิกในครัวเรือ จานวน (ครัวเรือน) ร้อยละ

1) ไม่มีกรณีพพ ิ าท 232 98.72
2) มีกรณีพพ ิ าท 3 1.29
รวม 235 100
มีวธิ ีการจัดการไกล่เ ไม่มีวธิ ีการจัดการไกล่
กลีย่ เกลีย่ รว
วิธีการจัดการไกล่เกลีย่

จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ
1. 2 66.67 1 33.33 10
การใช้การเจรจาผูท ้ เี่ กีย่ ว 0
ข้อง
2. 0 0 3 100 10
การใช้กติกาข้อตกลงของ 0
พื้นที่
3. 0 0 3 100 10
การประชุม/เวทีประชาค 0

4. 0 0 3 100 10
การใช้กฎหมายบ้านเมือง 0
5. อืน
่ ๆ 0 0 3 100 10
0

8) ปัญหาอืน
่ ๆ
กรณีพพ ิ าทของสมาชิกในครัวเรือ จานวน (ครัวเรือน) ร้อยละ

1) ไม่มีกรณีพพิ าท 232 98.72
2) มีกรณีพพิ าท 3 1.29
รวม 235 100
มีวธิ ีการจัดการไกล่เ ไม่มีวธิ ีการจัดการไกล่
กลีย่ เกลีย่ รว
วิธีการจัดการไกล่เกลีย่
จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ม
1. 0 0 3 100 10
การใช้การเจรจาผูท้ เี่ กีย่ ว 0
ข้อง
2. 1 33.33 2 66.67 10
การใช้กติกาข้อตกลงของ 0
พื้นที่
3. 0 0 3 100 10
การประชุม/เวทีประชาค 0

4. 0 0 3 100 10
การใช้กฎหมายบ้านเมือง 0
5. อืน่ ๆ 0 0 3 100 10
0
ทีม
่ า : TCNAP, 2558
สรุปกรณีพพิ าทของสมาชิกในครัวเรือน
อันดับที่ 1 ปัญหาทะเลาะวิวาท/ทาร้ายร่างกาย จานวน 17 ครัวเรือน
ต่อประชากร 235 ครัวเรือน คิดเป็ นร้อยละ 7.23
อันดับที่ 2 ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ จานวน 9 ครัวเรือน ต่อประชากร
235 ครัวเรือน คิดเป็ นร้อยละ 3.83
อันดับที่ 3 ปัญหาการแบ่งเขตทีด่ น
ิ จานวน 8 ครัวเรือน
ต่อประชากร 235 ครัวเรือน คิดเป็ นร้อยละ 3.40
 การจัดการความขัดแย้ง
1. การใช้การเจรจาผูท
้ เี่ กีย่ วข้อง
2. การใช้กติกาข้อตกลงของพื้นที่
3. การประชุม/เวทีประชาคม
4. การใช้กฎหมายบ้านเมือง
5. อืน
่ ๆ
(3) การสือ
่ สาร ชุมชนมีการสือ
่ สาร รับข้อมูลสือ
่ สาร
1) ข่าวสารด้านงานบุญ ประเพณีตา่ งๆ
มีชอ
่ งทางการสือ่ สาร ไม่มีชอ
่ งทางการสือ
่ สาร
ช่องทางการสือ่ สารของค ของครัวเรือน ของครัวเรือน รว
รัวเรือน ม
จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ
1. 183 83.18 37 16.82 1
การบอกต่อ(ปากต่อปาก 0
) 0
2. การใช้โทรศัพท์มือถือ 117 53.18 103 46.82 1
0
0
3. การใช้โทรศัพท์บา้ น 4 1.82 216 98.18 1
0
0
4. 5 2.27 215 97.73 1
การใช้โทรศัพท์สาธารณ 0
ะ 0
5. 8 3.64 212 96.36 1
การใช้งานคอมพิวเตอร์ 0
และอินเทอร์เน็ต 0
6. 26 11.82 194 88.18 1
การส่งหนังสือแจ้ง/การส่ 0
งจดหมาย 0
7. หอกระจายข่าว 166 75.45 54 24.55 1
0
0
8. วิทยุชุมชน 50 22.73 170 77.27 1
0
0
9. 42 49.09 178 80.91 1
เวทีประชุม/ประชาคม 0
0
10. อืน
่ ๆ 0 0 220 100 1
0
0

2) ข่าวสารทางด้านอาชีพ
มีชอ
่ งทางการสือ่ สาร ไม่มีชอ
่ งทางการสือ
่ สาร
ช่องทางการสือ่ สารของค ของครัวเรือน ของครัวเรือน รว
รัวเรือน ม
จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ
1. 162 76.06 51 23.94 1
การบอกต่อ(ปากต่อปาก 0
) 0
2. การใช้โทรศัพท์มือถือ 84 39.44 129 60.56 1
0
0
3. การใช้โทรศัพท์บา้ น 4 1.88 209 98.12 1
0
0
4. 0 0 213 100 1
การใช้โทรศัพท์สาธารณ 0
ะ 0
5. 9 4.23 204 95.77 1
การใช้งานคอมพิวเตอร์ 0
และอินเทอร์เน็ต 0
6. 19 8.92 194 91.08 1
การส่งหนังสือแจ้ง/การส่ 0
งจดหมาย 0
7. หอกระจายข่าว 178 83.57 35 16.43 1
0
0
มีชอ
่ งทางการสือ่ สาร ไม่มีชอ
่ งทางการสือ
่ สาร
ช่องทางการสือ่ สารของค ของครัวเรือน ของครัวเรือน รว
รัวเรือน จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ม
8. วิทยุชุมชน 51 23.94 162 76.06 1
0
0
9. 26 12.21 187 87.79 1
เวทีประชุม/ประชาคม 0
0
10. อืน
่ ๆ 0 0 213 100 1
0
0

3) ข่าวสารทางด้านการสือ
่ สาร
มีชอ
่ งทางการสือ่ สาร ไม่มีชอ
่ งทางการสือ
่ สาร
ช่องทางการสือ่ สารของค ของครัวเรือน ของครัวเรือน รว
รัวเรือน จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ม
1. 148 72.2 57 27.8 1
การบอกต่อ(ปากต่อปาก 0
) 0
2. การใช้โทรศัพท์มือถือ 95 46.34 110 53.66 1
0
0
3. การใช้โทรศัพท์บา้ น 3 1.46 202 98.54 1
0
0
4. 1 0.49 204 99.51 1
การใช้โทรศัพท์สาธารณ 0
ะ 0
มีชอ
่ งทางการสือ่ สาร ไม่มีชอ
่ งทางการสือ
่ สาร
ช่องทางการสือ่ สารของค ของครัวเรือน ของครัวเรือน รว
รัวเรือน จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ม
5. 20 9.76 185 90.24 1
การใช้งานคอมพิวเตอร์ 0
และอินเทอร์เน็ต 0
6. 25 12.2 180 87.8 1
การส่งหนังสือแจ้ง/การส่ 0
งจดหมาย 0
7. หอกระจายข่าว 166 80.89 39 19.02 1
0
0
8. วิทยุชุมชน 50 24.39 155 75.61 1
0
0
9. 26 12.68 179 87.32 1
เวทีประชุม/ประชาคม 0
0
10. อืน
่ ๆ 0 0 205 100 1
0
0

4) ข่าวสารทางด้านสุขภาพ
มีชอ
่ งทางการสือ่ สาร ไม่มีชอ
่ งทางการสือ
่ สาร
ช่องทางการสือ่ สารของค ของครัวเรือน ของครัวเรือน รว
รัวเรือน จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ม
1. 177 80.09 44 19.91 1
การบอกต่อ(ปากต่อปาก 0
) 0
2. การใช้โทรศัพท์มือถือ 90 40.72 131 59.28 1
0
0
3. การใช้โทรศัพท์บา้ น 5 2.26 216 97.74 1
0
0
4. 8 3.62 213 96.38 1
การใช้โทรศัพท์สาธารณ 0
ะ 0
5. 18 8.14 203 91.86 1
การใช้งานคอมพิวเตอร์ 0
และอินเทอร์เน็ต 0
6. 20 9.05 201 90.95 1
การส่งหนังสือแจ้ง/การส่ 0
งจดหมาย 0
7. หอกระจายข่าว 171 77.38 50 22.62 1
0
0
8. วิทยุชุมชน 56 25.34 165 74.66 1
0
0
9. 36 16.29 185 83.71 1
เวทีประชุม/ประชาคม 0
0
10. อืน
่ ๆ 1 0.45 220 99.55 1
0
0
5) ข่าวสารการขอความช่วยเหลือ/ร้องทุกข์
มีชอ
่ งทางการสือ่ สาร ไม่มีชอ
่ งทางการสือ
่ สาร
ช่องทางการสือ่ สารของค ของครัวเรือน ของครัวเรือน รว
รัวเรือน ม
จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ
1. 123 68.72 56 31.28 1
การบอกต่อ(ปากต่อปาก 0
) 0
2. การใช้โทรศัพท์มือถือ 65 36.31 114 63.69 1
0
0
3. การใช้โทรศัพท์บา้ น 1 0.56 178 99.44 1
0
0
4. 2 1.12 177 98.88 1
การใช้โทรศัพท์สาธารณ 0
ะ 0
5. 5 2.79 174 97.21 1
การใช้งานคอมพิวเตอร์ 0
และอินเทอร์เน็ต 0
6. 16 8.94 163 91.06 1
การส่งหนังสือแจ้ง/การส่ 0
งจดหมาย 0
7. หอกระจายข่าว 140 78.21 39 21.79 1
0
0
8. วิทยุชุมชน 43 24.02 136 75.98 1
0
0
9. 20 11.17 159 88.83 1
เวทีประชุม/ประชาคม 0
0
10. อืน
่ ๆ 0 0 179 100 1
0
0

6) ข่าวสารด้านการเมือง
มีชอ
่ งทางการสือ่ สาร ไม่มีชอ
่ งทางการสือ
่ สาร
ช่องทางการสือ่ สารของค ของครัวเรือน ของครัวเรือน รว
รัวเรือน จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ม
1. 139 69.5 61 30.5 1
การบอกต่อ(ปากต่อปาก 0
) 0
2. การใช้โทรศัพท์มือถือ 72 36 128 64 1
0
0
3. การใช้โทรศัพท์บา้ น 6 3 194 97 1
0
0
4. 2 1 198 99 1
การใช้โทรศัพท์สาธารณ 0
ะ 0
5. 9 4.5 191 95.5 1
การใช้งานคอมพิวเตอร์ 0
และอินเทอร์เน็ต 0
6. 8 4 192 96 1
การส่งหนังสือแจ้ง/การส่ 0
งจดหมาย 0
7. หอกระจายข่าว 172 86 28 14 1
0
0
มีชอ
่ งทางการสือ่ สาร ไม่มีชอ
่ งทางการสือ
่ สาร
ช่องทางการสือ่ สารของค ของครัวเรือน ของครัวเรือน รว
รัวเรือน จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ม
8. วิทยุชุมชน 89 44.5 111 55.5 1
0
0
9. 41 20.5 159 79.5 1
เวทีประชุม/ประชาคม 0
0
10. อืน
่ ๆ 1 0.5 199 99.5 1
0
0

7) อืน
่ ๆ
มีชอ
่ งทางการสือ่ สาร ไม่มีชอ
่ งทางการสือ
่ สาร
ช่องทางการสือ่ สารของค ของครัวเรือน ของครัวเรือน รว
รัวเรือน จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ม
1. 32 68.09 15 31.91 1
การบอกต่อ(ปากต่อปาก 0
) 0
2. การใช้โทรศัพท์มือถือ 22 46.81 25 53.19 1
0
0
3. การใช้โทรศัพท์บา้ น 2 4.26 45 95.74 1
0
0
4. 1 2.13 46 97.87 1
การใช้โทรศัพท์สาธารณ 0
ะ 0
มีชอ
่ งทางการสือ่ สาร ไม่มีชอ
่ งทางการสือ
่ สาร
ช่องทางการสือ่ สารของค ของครัวเรือน ของครัวเรือน รว
รัวเรือน จานวน ร้อยละ จานวน ร้อยละ ม
5. 1 2.13 46 97.87 1
การใช้งานคอมพิวเตอร์ 0
และอินเทอร์เน็ต 0
6. 2 4.26 45 95.74 1
การส่งหนังสือแจ้ง/การส่ 0
งจดหมาย 0
7. หอกระจายข่าว 36 76.6 11 23.4 1
0
0
8. วิทยุชุมชน 16 34.04 31 65.96 1
0
0
9. 8 17.02 39 82.98 1
เวทีประชุม/ประชาคม 0
0
10. อืน
่ ๆ 0 0 47 100 1
0
0
ทีม
่ า : TCNAP, 2558
สรุปการสือ่ สาร ชุมชนมีการสือ
่ สาร รับข้อมูลสือ
่ สาร
อันดับที่ 1 หอกระจายข่าว จานวน 123 ครัวเรือน ต่อประชากร
235 ครัวเรือน คิดเป็ นร้อยละ 79.74
อันดับที่ 2 การบอกต่อ (ปากต่อปาก) จานวน 138 ครัวเรือน
ต่อประชากร 235 ครัวเรือน คิดเป็ นร้อยละ 73.97
อันดับที่ 3 การใช้โทรศัพท์มือถือ จานวน 78 ครัวเรือน
ต่อประชากร 235 ครัวเรือน คิดเป็ นร้อยละ 42.68
การวินิจฉัยชุมชน

1. การระบุปญ ั หาและความต้องการของชุมชน
1. ผูป
้ ่ วยโรคเบาหวาน เสีย่ งต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
เนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับน้าตาลในเลือดได้
2. ผูส้ ูงอายุเสีย่ งต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
จากการนอนติดบ้านเป็ นเวลานาน
3. เด็ก 0-15 ปี
เสีย่ งต่อการได้รบ ั อันตรายจากการจมน้าเนื่องจากขาดมาตรการในก
ารป้ องกันและมีจุดเสีย่ งใกล้ชุมชน
4. ผูป ้ ่ วยโรคความดันโลหิตสูง
เสีย่ งต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับค
วามดันโลหิตได้
5. วัยแรงงานเสีย่ งต่อการได้รบั อันตรายจากการใช้สารเคมี
6. ประชากรทีป่ ระกอบอาชีพเกษตรกรรม
เสีย่ งจ่อการเกิดภาวะเครียดเนื่องจากปัญหาภาวะหนี้สน ิ ประชากรใน
หมูเ่ สีย่ งต่อการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจเนื่องจากได้รบ ั มลพิษจา
กการเผาขยะ
7. การคัดแยกขยะ
8. เด็ก 0-5 ปี เสีย่ งต่อโภชนาการ ต่า/เกิน
เนื่องจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เหมาะสม

2. การจัดลาดับความสาคัญของปัญหาโดยให้ชุมชนมีสว่ นร่วม
2.1.ผูป
้ ่ วยโรคเบาหวาน เสีย่ งติอการเกิดภาวะแทรกซ้อน
เนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับน้าตาลในเลือดได้
1.องค์ประกอบด้านสุขภาพของคนในชุมชน
ขนาดของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีเลย 0 1
มากกว่าร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
ร้อยละ 76 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 5 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้มีผลกระทบต่อผูป ้ ่
วยโรคเบาหวานระดับสูง
ความรุนแรงของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญั หา คะแนน
ไม่มีความรุนแรงเลย 0 1
มีบางเล็กน้อยไม่รบกวนต่อสุขภาพ(มากกว่าร้อยละ 0 1 2
ถึง 25 2 3
)มีอนั ตรายหรือเหลือร่องรอยความพิการ(ร้อยละ26ถึง 3 4
50) 4 5
อันตรายสูง (ร้อยละ 51 ถึง 75 )
ตายทุกราย (ร้อยละ 76 ถึง 100)
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 5 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้มีผลกระทบต่อผูป ้ ่
วยโรคเบาหวานระดับสูง
2.องค์ประกอบด้านความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีทางแก้ไขได้เลย 0 1
ยากมาก 1 2
ยาก 2 3
ง่าย 3 4
ง่ายมาก 4 5
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 3 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้มีตอ้ งได้รบ
ั ความร่
วมมือและปรับเปลีย่ นพฤติกรรมต่างๆร่วมกับผูป ้ ่ วยโรคเบาหวาน

3.องค์ประกอบด้านความสนใจหรือความตระหนักของชุมชนทีม
่ ีตอ
่ ปัญหา
นัน

ความตระหนักของชุมชนทีม ่ ีตอ
่ ปัญหา คะแนน
ไม่สนใจหรือไม่วต
ิ กกังวลเลย 0 1
สนใจน้อย/ร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
สนใจปานกลาง/ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
สนใจมาก/ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
สนใจมากทีส ่ ุด/ร้อยละ 76 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 4 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้มีผลกระทบต่อสุข
ภาพของผูป ้ ่ วยโรคเบาหวาน

2.2 การคัดแยกขยะ
1.องค์ประกอบด้านสุขภาพของคนในชุมชน
ขนาดของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีเลย 0 1
มากกว่าร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
ร้อยละ 76 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 1 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้มีผลกระทบต่อชุม
ชน
ความรุนแรงของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญั หา คะแนน
ไม่มีความรุนแรงเลย 0 1
มีบางเล็กน้อยไม่รบกวนต่อสุขภาพ(มากกว่าร้อยละ 0 1 2
ถึง 25 2 3
)มีอนั ตรายหรือเหลือร่องรอยความพิการ(ร้อยละ26ถึง 3 4
50) 4 5
อันตรายสูง (ร้อยละ 51 ถึง 75 )
ตายทุกราย (ร้อยละ 76 ถึง 100)
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 2 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้มีผลกระทบต่อสุข
ภาพเล็กน้อย
2.องค์ประกอบด้านความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีทางแก้ไขได้เลย 0 1
ยากมาก 1 2
ยาก 2 3
ง่าย 3 4
ง่ายมาก 4 5
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 5 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้มีเป็ นปัญหาทีต
่ อ
้ ง
แก้จากพฤติกรรมของบุคลลในชุมชน

3.องค์ประกอบด้านความสนใจหรือความตระหนักของชุมชนทีม
่ ีตอ
่ ปัญหา
นัน

ความตระหนักของชุมชนทีม ่ ีตอ
่ ปัญหา คะแนน
ไม่สนใจหรือไม่วต ิ กกังวลเลย 0 1
สนใจน้อย/ร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
สนใจปานกลาง/ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
สนใจมาก/ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
สนใจมากทีส ่ ุด/ร้อยละ 75 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 2 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้ เป็ นปัญหาทีเ่ ล็กน้
อย

2.3 วัยแรงงานเสีย่ งต่อการได้รบ ั อันตรายจากการใช้สารเคมี


1.องค์ประกอบด้านสุขภาพของคนในชุมชน
ขนาดของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีเลย 0 1
มากกว่าร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
ร้อยละ 76 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 3 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้มีผลกระทบต่อบุค
คลวัยแรงงานทีใ่ ช้สารเคมีอยูเ่ ป็ นจานวนหนึ่ง
ความรุนแรงของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีความรุนแรงเลย 0 1
มีบางเล็กน้อยไม่รบกวนต่อสุขภาพ(มากกว่าร้อยละ 0 1 2
ถึง 25 2 3
)มีอน ั ตรายหรือเหลือร่องรอยความพิการ(ร้อยละ26ถึง 3 4
50) 4 5
อันตรายสูง (ร้อยละ 51 ถึง 75 )
ตายทุกราย (ร้อยละ 76 ถึง 100)
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 3 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้มีผลกระทบต่อบุค
คลวัยแรงงานทีใ่ ช้สารเคมีซงึ่ ส่งผลต่อสุขภาพ เช่น ระบบทางเดินหายใจ
2.องค์ประกอบด้านความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีทางแก้ไขได้เลย 0 1
ยากมาก 1 2
ยาก 2 3
ง่าย 3 4
ง่ายมาก 4 5
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 3 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้
้ มานาน เกิดจากความเคยชินในการใช้สารเคมี
เป็ นปัญหาทีเ่ กิดขึน
และเกิดจากความคิดของตัวบุคคลในการใช้สารเคมี

3.องค์ประกอบด้านความสนใจหรือความตระหนักของชุมชนทีม
่ ีตอ
่ ปัญหา
นัน

ความตระหนักของชุมชนทีม ่ ีตอ
่ ปัญหา คะแนน
ไม่สนใจหรือไม่วต ิ กกังวลเลย 0 1
สนใจน้อย/ร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
สนใจปานกลาง/ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
สนใจมาก/ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
สนใจมากทีส ่ ุด/ร้อยละ 76 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 2 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้
้ มานานและเป็ นความเคยชินในการสารเคมีในการประกอบเก
เป็ นปัญหาทีเ่ กิดขึน
ษตร
2.4 ผูส
้ ูงอายุเสีย่ งต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
จากการนอนติดบ้านเป็ นเวลานาน
1.องค์ประกอบด้านสุขภาพของคนในชุมชน
ขนาดของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีเลย 0 1
มากกว่าร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
ร้อยละ 76 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 4 คะแนน
เนื่องจากทางคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้มีผลกระทบต่อ
ผูส
้ ูงอายุในระดับสูง
ความรุนแรงของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีความรุนแรงเลย 0 1
มีบางเล็กน้อยไม่รบกวนต่อสุขภาพ(มากกว่าร้อยละ 0 1 2
ถึง 25 2 3
)มีอน ั ตรายหรือเหลือร่องรอยความพิการ(ร้อยละ26ถึง 3 4
50) 4 5
อันตรายสูง (ร้อยละ 51 ถึง 75 )
ตายทุกราย (ร้อยละ 76 ถึง 100)
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 4 คะแนน
เนื่องจากปัญหานี้มีผลกระทบต่อสุขภาพของผูส ้ ูงอายุในระดับสูง
2.องค์ประกอบด้านความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีทางแก้ไขได้เลย 0 1
ยากมาก 1 2
ยาก 2 3
ง่าย 3 4
ง่ายมาก 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนคะแนน 4 คะแนน
เนื่องจากปัญหานี้เป็ นปัญหาทีม ่ ีความสัมพันธภาพของครอบครัว
และเศรษฐกิจเข้ามาร่วมด้วยจึงเป็ นปัญหาทีม ่ ีความยากในการแก้ปญ ั หา
3.องค์ประกอบด้านความสนใจหรือความตระหนักของชุมชนทีม
่ ีตอ
่ ปัญหา
นัน

ความตระหนักของชุมชนทีม ่ ีตอ
่ ปัญหา คะแนน
ไม่สนใจหรือไม่วต ิ กกังวลเลย 0 1
สนใจน้อย/ร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
สนใจปานกลาง/ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
สนใจมาก/ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
สนใจมากทีส ่ ุด/ร้อยละ 75 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 4 คะแนน
เนื่องจากเป็ นเรือ่ งของคนดูแลและความรูส้ ก ้ ูงอายุซงึ่ ผูส
ึ ของผูส ้ ูงอายุเป็ นวัยทีม
่ ีคว
ามคิดเล็กคิดน้อยและวิตกกังวลได้งา่ ย

2.5 ประชากรทีป ่ ระกอบอาชีพเกษตรกรรม


เสีย่ งจ่อการเกิดภาวะเครียดเนื่องจากปัญหาภาวะหนี้สน ิ
1.องค์ประกอบด้านสุขภาพของคนในชุมชน
ขนาดของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีเลย 0 1
มากกว่าร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
ร้อยละ 76 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 3 คะแนน
เนื่องจากทางกลุม ่ มองเห็นว่าปัญหานี้มีผลกระทบต่อต่อกลุม
่ เกษตรกรรม
เนื่องจากการเก็บเกีย่ วผลผลิตได้น้อย ซึง่ อาจจะส่งผลให้เกิดความเครียด
ความรุนแรงของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีความรุนแรงเลย 0 1
มีบางเล็กน้อยไม่รบกวนต่อสุขภาพ 1 2
(มากกว่าร้อยละ 0 ถึง 25 ) 2 3
มีอนั ตรายหรือเหลือร่องรอยความพิการ 3 4
(ร้อยละ26ถึง 50) 4 5
อันตรายสูง (ร้อยละ 51 ถึง 75 )
ตายทุกราย (ร้อยละ 76 ถึง 100)
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 2 คะแนน
เนื่องจากปัญหานี้มีผลกระทบต่อสุขภาพของกลุม ่ เกษตรกรรมเพียงเล็กน้อย
2.องค์ประกอบด้านความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีทางแก้ไขได้เลย 0 1
ยากมาก 1 2
ยาก 2 3
ง่าย 3 4
ง่ายมาก 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 2 คะแนน
เนื่องจากปัญหานี้เป็ นปัญหาทีเ่ กีย่ วข้องกับวิถีชีวต ิ ของคนในชุมชน
ทีส ่ ว่ นใหญ่ประกอบอาชีพทานา ซึง่ ต้องรอน้าในการทาการเกษตรกรรม
จากฝนทีต ่ กตามฤดูกาล
3.องค์ประกอบด้านความสนใจหรือความตระหนักของชุมชน
ทีม่ ีตอ
่ ปัญหานัน

ความตระหนักของชุมชนทีม ่ ีตอ่ ปัญหา คะแนน
ไม่สนใจหรือไม่วต ิ กกังวลเลย 0 1
สนใจน้อย/ร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
สนใจปานกลาง/ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
สนใจมาก/ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
สนใจมากทีส ่ ุด/ร้อยละ 75 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 4 คะแนน เนื่องจาก
การเก็บเกีย่ วผลผลิตข้าวได้น้อย
ซึง่ ทาให้การคืนข้าวเข้ากองทุนธนาคารข้าวได้น้อยตามมา
ปัญหาซึง่ อาจจะส่งผลให้เกิดความเครียดต่อกลุม ่ สมาชิกได้

2.6 เด็ก 0-15 ปี


เสีย่ งต่อการได้รบั อันตรายจากการจมน้าเนื่องจากขาดมาตรการในการป้ อง
กันและมีจุดเสีย่ งใกล้ชุมชน
1.องค์ประกอบด้านสุขภาพของคนในชุมชน
ขนาดของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญั หา คะแนน
ไม่มีเลย 0 1
มากกว่าร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
ร้อยละ 76 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุนให้คะแนน 4 คะแนน
เนื่องจากทางกลุม ้ ได้ยากหากชุมชนไม่รว่ มกันส
่ มองเห็นว่าปัญหานี้สามารถทาขึน
อดส่องดูแลอย่างเป็ นระบบ

ความรุนแรงของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีความรุนแรงเลย 0 1
มีบางเล็กน้อยไม่รบกวนต่อสุขภาพ(มากกว่าร้อยละ 0 1 2
ถึง 25 2 3
)มีอน ั ตรายหรือเหลือร่องรอยความพิการ(ร้อยละ26ถึง 3 4
50) 4 5
อันตรายสูง (ร้อยละ 51 ถึง 75 )
ตายทุกราย (ร้อยละ 76 ถึง 100)
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 5 คะแนน
เนื่องจากปัญหานี้มีมีผลกระทบต่อชีวต ิ หากไม่มีการช่วยเหลือทีถ ่ ูกวิธี
และในปัจจุบน ั อุบตั ก
ิ ารณ์ ของเด็กจมน้าในประเทศไทย
ยังเป็ นสาเหตุการตายอันต้นๆของเด็กไทย
2.องค์ประกอบด้านความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีทางแก้ไขได้เลย 0 1
ยากมาก 1 2
ยาก 2 3
ง่าย 3 4
ง่ายมาก 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 4 คะแนน
เนื่องจากการควบคุมเด็กเป็ นเรือ ่ งยากและบริเวณนัน
้ อยูห
่ า่ งจากหมูบ่ า้ น
เป็ นบริเวณทีไ่ ม่คอ
่ ยมีคนมาก และเด็กจะเลือกเวลาช่วงกลางวัน
ในการเล่นน้าซึง่ พ่อแม่ผป ู้ กครองบางรายต้องออกไปทางาน
จึงไม่มีเวลาในการสังเกตดูแล
3.องค์ประกอบด้านความสนใจหรือความตระหนักของชุมชน
ทีม่ ีตอ
่ ปัญหานัน้
ความตระหนักของชุมชนทีม ่ ีตอ
่ ปัญหา คะแนน
ไม่สนใจหรือไม่วต ิ กกังวลเลย 0 1
สนใจน้อย/ร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
สนใจปานกลาง/ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
สนใจมาก/ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
สนใจมากทีส ่ ุด/ร้อยละ 75 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 2 คะแนน
จากการสังเกตุบริเวณหนองน้าดังกล่าวไม่มีป้ายติดประกาศเตือน ถึงการจมน้า
และ ไม่มีอุปกรณ์ ทจี่ ะใช้ในการช่วยเหลืออยูใ่ กล้
รวมไปถึงทางชุมชนไม่มีนโยบายในการจัดอบรมเรือ ่ งการจมน้า
ทาให้เห็นว่าชุมชนยังขาดความตระหนักในการเกิด อุบตั เิ หตุในด้านนี้

2.7
ประชากรในหมูเ่ สีย่ งต่อการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจเนื่องจากได้รบ
ั มล
พิษจากการเผาขยะ
1.องค์ประกอบด้านสุขภาพของคนในชุมชน
ขนาดของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีเลย 0 1
มากกว่าร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
ร้อยละ 76 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 2 คะแนน
เนื่องจากทางกลุม
่ มองเห็นว่าปัญหานี้มีผลกระทบต่อคนในชุมชนไม่เกินร้อยละ
25
ความรุนแรงของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีความรุนแรงเลย 0 1
มีบางเล็กน้อยไม่รบกวนต่อสุขภาพ(มากกว่าร้อยละ 1 2
0 ถึง 25 )
มีอน ั ตรายหรือเหลือร่องรอยความพิการ(ร้อยละ26ถึง 2 3
50) 3 4
อันตรายสูง (ร้อยละ 51 ถึง 75 ) 4 5
ตายทุกราย (ร้อยละ 76 ถึง 100)
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 2 คะแนน
เนื่องจากปัญหานี้มีผลกระทบต่อสุขภาพของคนในชุมชนเพียงบางกลุม ่ ประชากร
2.องค์ประกอบด้านความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีทางแก้ไขได้เลย 0 1
ยากมาก 1 2
ยาก 2 3
ง่าย 3 4
ง่ายมาก 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 3 คะแนน
เนื่องจากปัญหานี้เป็ นปัญหาทีค ่ นในชุมชนไม่ได้ตระหนักถึง
และคนในชุมชนรับรูว้ า่ จัดการกับขยะได้ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว
3.องค์ประกอบด้านความสนใจหรือความตระหนักของชุมชน
ทีม่ ีตอ
่ ปัญหานัน้
ความตระหนักของชุมชนทีม ่ ีตอ่ ปัญหา คะแนน
ไม่สนใจหรือไม่วต ิ กกังวลเลย 0 1
สนใจน้อย/ร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
สนใจปานกลาง/ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
สนใจมาก/ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
สนใจมากทีส ่ ุด/ร้อยละ 75 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 2 คะแนน
เนื่องจากคนในชุมชนไม่ได้ตระหนักถึงการจัดการกับขยะในบริเวณทีพ ่ กั ขยะเท่า
ทีค
่ วร

2.8 ผูป
้ ่ วยโรคความดันโลหิตสูง
เสีย่ งต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับความดัน
โลหิตได้
1.องค์ประกอบด้านสุขภาพของคนในชุมชน
ขนาดของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีเลย 0 1
มากกว่าร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
ร้อยละ 76 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 2 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้มีผลกระทบต่อผูป
้ ่
วยโรคความดันโลหิตสูงเล็กน้อย
ความรุนแรงของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีความรุนแรงเลย 0 1
มีบางเล็กน้อยไม่รบกวนต่อสุขภาพ(มากกว่าร้อยละ 0 1 2
ถึง 25 2 3
)มีอนั ตรายหรือเหลือร่องรอยความพิการ(ร้อยละ26ถึง 3 4
50) 4 5
อันตรายสูง (ร้อยละ 51 ถึง 75 )
ตายทุกราย (ร้อยละ 76 ถึง 100)
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 3 คะแนน
เนื่องจากปัญหานี้มีสามารถทาให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ถา้ ไม่ได้รบ ั การควบคุ
มระดับความดันโลหิตสูง
2.องค์ประกอบด้านความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีทางแก้ไขได้เลย 0 1
ยากมาก 1 2
ยาก 2 3
ง่าย 3 4
ง่ายมาก 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 4 คะแนน
เนื่องจากปัญหานี้เป็ นปัญหาทีจ่ ะต้องเข้ารับการแก้ไข้ในตัวบุคคลมีการปรับเปลีย่
นพฤติกรรม เช่น การทาจิตใจให้สบาย
3.องค์ประกอบด้านความสนใจหรือความตระหนักของชุมชน
ทีม
่ ีตอ
่ ปัญหานัน้
ความตระหนักของชุมชนทีม ่ ีตอ
่ ปัญหา คะแนน
ไม่สนใจหรือไม่วต ิ กกังวลเลย 0 1
สนใจน้อย/ร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
สนใจปานกลาง/ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
สนใจมาก/ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
สนใจมากทีส ่ ุด/ร้อยละ 75 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนน ทางกลุม ่ ให้คะแนน 2 คะแนน
เนื่องจากผูป
้ ่ วยส่วนมากเรียนรูใ้ นการควบคุมความดันโลหิตสูง

2.9 เด็ก 0-5 ปี เสีย่ งต่อโภชนาการ ต่า/เกิน


เนื่องจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เหมาะสม
1.องค์ประกอบด้านสุขภาพของคนในชุมชน
ขนาดของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีเลย 0 1
มากกว่าร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
ร้อยละ 76 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนนร่วมกับชุมชนให้คะแนน 2 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้สง่ ผลกระทบต่อเด็
กวัย 0-5 ปื จานวนเล็กน้อย
ความรุนแรงของปัญหา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีความรุนแรงเลย 0 1
มีบางเล็กน้อยไม่รบกวนต่อสุขภาพ(มากกว่าร้อยละ 0 1 2
ถึง 25 2 3
)มีอนั ตรายหรือเหลือร่องรอยความพิการ(ร้อยละ26ถึง 3 4
50) 4 5
อันตรายสูง (ร้อยละ 51 ถึง 75 )
ตายทุกราย (ร้อยละ 76 ถึง 100)
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 3 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้มีผลกระทบต่อเด็ก
วัย 0-5 ปี
2.องค์ประกอบด้านความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา
ความยากง่ายในการแก้ปญ ั หา คะแนน
ไม่มีทางแก้ไขได้เลย 0 1
ยากมาก 1 2
ยาก 2 3
ง่าย 3 4
ง่ายมาก 4 5
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 3 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้มีตอ
้ งได้รบ
ั ความร่
วมมือและปรับเปลีย่ นพฤติกรรมต่างๆร่วมกับผูป้ กครองและเด็กวัย 0-5 ปี

3.องค์ประกอบด้านความสนใจหรือความตระหนักของชุมชนทีม
่ ีตอ
่ ปัญหา
นัน

ความตระหนักของชุมชนทีม ่ ีตอ
่ ปัญหา คะแนน
ไม่สนใจหรือไม่วต ิ กกังวลเลย 0 1
สนใจน้อย/ร้อยละ 0 ถึง 25 1 2
สนใจปานกลาง/ร้อยละ 26 ถึง 50 2 3
สนใจมาก/ร้อยละ 51 ถึง 75 3 4
สนใจมากทีส ่ ุด/ร้อยละ 76 ถึง 100 4 5
จากการให้คะแนน ร่วมกับชุมชนให้คะแนน 2 คะแนน
เนื่องจากคณะนักศึกษาและแกนนาหมูบ ้ จานวนเล็ก
่ า้ นมองเห็นว่าปัญหานี้ เกิดขึน
น้อย
การให้คะแนนเพือ ่ จัดลาดับความสาคัญของปัญหา
ปัญหา การจัดลาดับความสาคัญของ คะแนนร
ปัญหา วม
ขนา ความรุ ความย ความร่ว วิธี วิธี
ดขอ นแรงข ากง่ายใ มมือต่อ คูณ บว
งปัญ องปัญห นการแ ปัญหาข ก
หา า ก้ปญ
ั ห องชุมชน

1.ผูป ้ ่ วยโรคเบาหวาน 5 5 3 4 30 17
เสีย่ งต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน 0
เนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับน้าต
าลในเลือดได้
2.การคัดแยกขยะ 1 2 5 1 10 9
3.วัยแรงงานเสีย่ งต่อการได้รบ ั อันตรา 3 3 3 2 54 11
ยจากการใช้สารเคมี
4. 4 4 4 4 25 16
ผูส
้ ูงอายุเสีย่ งต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อ 6
น จากการนอนติดบ้านเป็ นเวลานาน
5. 3 2 2 4 48 11
ประชากรทีป ่ ระกอบอาชีพเกษตรกรร

เสีย่ งจ่อการเกิดภาวะเครียดเนื่องจากปั
ญหาภาวะหนี้สน ิ
6. เด็ก 0-15 ปี 4 5 4 2 16 15
เสีย่ งต่อการได้รบ ั อันตรายจากการจม 0
น้าเนื่องจากขาดมาตรการในการป้ อง
กันและมีจุดเสีย่ งใกล้ชุมชน
7. 2 2 3 2 24 9
ประชากรในหมูเ่ สีย่ งต่อการเกิดโรคระ
บบทางเดินหายใจเนื่องจากได้รบ ั มลพิ
ษจากการเผาขยะ
8. ผูป ้ ่ วยโรคความดันโลหิตสูง 2 3 4 2 48 11
เสีย่ งต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเนื่องจ
ากไม่สามารถควบคุมระดับความดันโ
ลหิตได้
9.เด็ก 0-5 ปี เสีย่ งต่อโภชนาการ 2 3 3 2 36 10
ต่า/เกิน
เนื่องจากพฤติกรรมการรับประทานอา
หารไม่เหมาะสม

สรุป การจัดลาดับความสาคัญของปัญหา(เรียงตามความสาคัญ)
ลาดั ปัญหา

1 ผูป ้ ่ วยโรคเบาหวาน เสีย่ งต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
เนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับน้าตาลในเลือดได้
2 ผูส ้ ูงอายุเสีย่ งต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน
จากการนอนติดบ้านเป็ นเวลานาน
3 เด็ก 0-15 ปี
เสีย่ งต่อการได้รบ ั อันตรายจากการจมน้าเนื่องจากขาดมาตรการในการป้
องกันและมีจุดเสีย่ งใกล้ชุมชน
4 ผูป ้ ่ วยโรคความดันโลหิตสูง
เสีย่ งต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากไม่สามารถควบคุมระดับความดั
นโลหิตได้
5 วัยแรงงานเสีย่ งต่อการได้รบ ั อันตรายจากการใช้สารเคมี
6 ประชากรทีป ่ ระกอบอาชีพเกษตรกรรม
เสีย่ งจ่อการเกิดภาวะเครียดเนื่องจากปัญหาภาวะหนี้สน ิ
7 เด็ก 0-5 ปี เสีย่ งต่อโภชนาการ ต่า/เกิน
เนื่องจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารไม่เหมาะสม
8 การคัดแยกขยะ
9 ประชากรในหมูเ่ สีย่ งต่อการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจเนื่องจากได้รบ ั ม
ลพิษจากการเผาขยะ
การศึกษาสาเหตุปจั จัยทีเ่ กีย่ วกับภาวะสุขภาพชุมชน
แนวคิดในการจัดการกับปัญหาและความต้องการด้านสุขภาพของชุมชน
ปัญหา แนวทางแก้ไข
เสีย่ ง
ยว อาหารพื้นบ้าน อาหารสาเร็จรูป 1. คัดกรองและตรวจสุขภาพ ดูแลรักษาทัง้ ทีบ
่ า้ นและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบล 1. ผูป
้ ่ว
าและผงชูรสปรุงอาหารเป็ นหลัก การรับป
2. สร้างความตระหนักถึงการมีพฤติกรรมสุขภาพทีไ่ ม่เหมาะสม คือ
บุหรี่ ส่วนใหญ่มีรสชาติเค็มจัด เผ็ดจัด ใช้น้าปลาและผงชูรสปรุงรส 2. ผูป
้ ่ว
เป็ นพฤติกรรมเสีย่ งทีม
่ ีผลทาให้สุขภาพแย่ลงจากการควบคุมน้าตาลไม่ได้และความดัน
และเกษตรแบบผสมผสาน สูง และบอกแนวทางการป้ องกันภาวะแทรกซ้อนในผูป ้ ่ วยเบาหวาน
มีกจิ กรรมพักผ่อนหย่อนใจ และผูป้ ่ วยเบาหวานติดเตียง 3. ผูป
้ ่ว
รือ
่ งดืม
่ ชูกาลังขณะทางานในช่วงเวลาต่ มีพฤติก
3. ให้ความรูเ้ กีย่ วกับสาเหตุของการเกิดโรค อาการแสดง และภาวะแทรกซ้อน Hypo-
Hyperglycemia เช่น มือสั่น หน้ามืด ใจสั่น ตัวเย็น
าณ 35 คน 4. ผูป
้ ่ว
4. คาเฟอีน
ให้ความรูเ้ รือ
่ งประโยชน์ของการออกกาลังกายเพือ ่ ให้ได้ตระหนักถึงการส่งเสริมสุขภา
พให้แข็งแรง แนะนาชนิดและท่าออกกาลังกายทีส ่ ามารถทาได้งา่ ยและได้ทุกวัน 5. ผูป้ ่ว
พร้อมกับสาธิตการออกกาลังกายให้กบ ั ผูป
้ ่ วยเบาหวานและผูด ้ ูแลผูป
้ ่ วยเบาหวานติดเตีย มือสั่น ห

5. ให้ความรูเ้ รือ
่ งผลเสีย ผลกระทบของการดืม ่ เครือ ่ งดืม
่ ชูกาลัง
ซึง่ ปริมาณน้าตาลและคาเฟอีนในเครือ ่ งดืม ่ มีผลต่อการทางานของหัวใจ
ระบบไหลเวียนเลือด และปริมาณน้าตาลในเลือด
หากดืม ่ ในปริมาณมากก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย
ปัญหา แนวทางแก้ไข
เสีย่ ง
1. นักศึกษาร่วมมือกับ อสม. 1. สมา
ลานมีแนวโน้มเป็ นโรคเดียวกัน ออกตรวจเยีย่ มบ้านผูป
้ ่ วยทีเ่ ป็ นเบาหวานและผูป
้ ่ วยเบาหวานนอนติดเตียง หนักถึง
หวานน
2. สร้างความตระหนักให้แก่ครอบครัวถึงการประกอบอาหาร ซื้ออาหารมารับประทาน
ะหนักในเรือ
่ งของการประกอบอาหารใ ขนมหวาน น้าผลไม้ ซึง่ มีปริมาณโซเดียม และน้าตาลสูง มีผลต่อโรคเบาหวาน 2. ส ม
แนะนาให้ทาอาหารทานเอง หลีกเลีย่
จากเหนื่อยล้าจากการทางาน
งมารับประทาน 3. 3. ส ม
แนะนาให้สมาชิกในครอบครัวมีสว่ นร่วมในการดูแลผูป ้ ่ วยเบาหวานและผูป
้ ่ วยเบาหวา แทรกซ
นทีน
่ อนติดเตียง เช่น การประกอบอาหารสาหรับผูป ้ ่ วยเบาหวาน
แทรกซ้อนของผูป
้ ่ วยเบาหวานและผูป
้ ่ วย การรับประทานอาหารร่วมกัน และการพาผูป ้ ่ วยออกกาลังกาย

4. สมาชิกในครอบครัว และ อสม. เฝ้ าระวังและติดตามอาการ ภาวะแทรกซ้อน


ของผูป
้ ่ วยเบาหวาน Hypo-Hyperglycemia เช่น มือสั่น หน้ามืด ใจสั่น ตัวเย็น
ารณะสาหรับ 1. ประสานงานกับผูน ้ าชุมชน และกลุม
่ อสม. 1 . ช
ในการจัดกิจกรรมการออกกาลังกายให้กบ ั สมาชิกในชุมชน และการ
ตามสั่งออกกาลังกายในชุมชน
2.ชุมชน
2. สร้างความตระหนักให้ชุมชนเกีย่ วกับเรือ ่ งโรคเบาหวานโดยการจัดกิจกรรม รคเบาห
ดับน้าตาลในเลือดไม่ได้ คิดเป็ น ร้อยละ ให้ความรูเ้ กีย่ วกับสาเหตุ อาการ และการดูแลตนเอง
ประชาชนได้เห็นถึงความสาคัญของการเข้าร่วมโครงการชุมชนบ้านขามเปี้ ย หมู่ 5
ปัญหา แนวทางแก้ไข
เสีย่ ง
น้าตาลในเลือดได้ คิดเป็ น ร้อยละ 18 3. ประ
เมือ
่ อาศ
3. ขอความร่วมมือกับทาง รพสต. และ อสม. มีการประชาสัมพันธ์
ให้ผป ้
ู้ ่ วยเบาหวานมีการเข้าร่วมกิจกรรมการออกกาลังกายกับทาง รพสต. ให้มากขึน 4
ประชาช
4. ให้ความรูเ้ รือ
่ งปริมาณน้าตาลและโซเดียมอาหารสาเร็จรูป ละน้าตา
และอาหารตามสั่งในหมูบ ่ า้ น
เพือ
่ ให้ประชาชนสามารถเลือกรับประทานอาหารและหลีกเลีย่ งในอาหารทีม
่ ีสว่ นผสมข
องโซเดียวและน้าตาลสูง
โครงการบริการสุขภาพในชุมชน

"โครงการชุมชนบ้านขามเปี้ ย หมู่ 5 ร่วมใจ


หลีกเลีย่ งภาวะแทรกซ้อนเบาหวาน"

หลักการและเหตุผล
ปัจจุบน ั กลุม ่ โรคไม่ตด ิ ต่อเรื้อรัง
เป็ นปัญหาสาคัญทางสาธารณสุขและมีแนวโน้มเพิม ่ ขึน้ อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะโรคเบาหวาน(DM)
เป็ นภัยเงียบทีส ่ ง่ ผลกระทบทาให้เกิดความพิการและตายก่อนวัยอันควร
การเกิดโรคมีสาเหตุจากหลายปัจจัยเสีย่ งทีน ่ าไปสูก ่ ารเจ็บป่ วยแทรกซ้อน
จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO, 2013) พบว่า โรคเบาหวาน
และภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานทีเ่ กิดขึน ้ ทัง้ หลอดเลือดขนาดใหญ่
และหลอดเลือดขนาดเล็ก เช่น โรคหัวใจ ภาวะแทรกซ้อนทางไต ตา
ปลายประสาท เท้า และโรคความดันโลหิตสูง เป็ นต้น
ซึง่ มีผลกระทบทางสังคมอันเนื่องมาจากอัตราการเสียชีวต ิ
และทุพพลภาพของประชากรเพิม ่ ขึน้
และผลกระทบทางเศรษฐกิจซึง่ เกิดจากภาระค่าใช้จา่ ยในการรักษาพยาบาลเพิม ่ ขึ้
นตามมา ประเทศไทยกาลังเป็ นสังคมผูส ้ ูงอายุอย่างสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2568
โดยจะมีประชากรทีม ่ ีอายุมากกว่า 60 ปี เพิม ้ ประมาณ 14.4 ล้านคน
่ ขึน
หรือเพิม ่ ขึน ้ เกินร้อยละ 20 ของประชากรทัง้ หมด และจะมีผส ู้ ูงอายุ 1 คนในทุกๆ
5 คนเป็ นโรคเบาหวาน สหพันธ์เบาหวานนานาชาติได้คาดการณ์ วา่ ในปี
พ.ศ.2583 ประเทศไทยจะมีผป ู้ ่ วยเบาหวานสูงถึง 5.3 ล้านคน
เช่นเดียวกับชุมชนบ้านขามเปี้ ย หมูท ่ ี่ 5 ทีข ่ ณะนี้มีประชากรกลุม ่ วัยทางาน อายุ
15-59ปี อยูจ่ านวน 669 คน คิดเป็ นร้อยละ 64.62
ซึง่ เป็ นอันดับหนึ่งของจานวนประชากรภายในชุมชนบ้านบ้านขามเปี้ ยนี้
มีความเป็ นไปได้วา่ ประชากรในกลุม ่ ดังกล่าวจะเดินทางเข้าสูก ่ ารเป็ นประชากรใ
นกลุม ่ ผูส ้ ูงอายุในอนาคต(อ้างอิง) และจากทะเบียนผูป ้ ่ วยเรื้อรังปี 2561
รพ.สต.บ้านบัว ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2561 มีผป ู้ ่ วยเรื้อรัง โรคเบาหวาน 24 คน
ซึง่ คิดเป็ นร้อยละอัตราชุกของโรค ร้อยละ 2.41
ชุมชนบ้านขามเปี้ ยเป็ นชุมชนทีป ่ ระกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็ นส่วนใหญ่
มีความรักใคร่และมีสม ั พัธภาพทีด ่ ภ
ี ายในชุมชน
เมือ ่ มีกจิ กรรมร่วมกันจะมีการแบ่งปันกันอยูเ่ สมอ
การมีวฒ ั นธรรมทีส ่ ง่ เสริมให้รกั ใคร่และแบ่งปันกัน
จึงอาจทาให้ขาดความตระหนักและนามาซึง่ ปัญหาสุขภาพได้
จากการลงพื้นทีแ ่ ละสารวจ พบว่า
ประชาชนในบ้านขามเปี้ ยมีพฤติกรรมทางสุขภาพทีเ่ ป็ นปัญหา เช่น
ขาดเวลาในการออกกาลังกาย เครียด
ขาดการรักษาอย่างต่อเนื่องจากการเดินทางไม่สะดวก น้าหนักเกิน
รับประทานข้าวเหนียว ใช้น้าผึง้ น้าอ้อยเป็ นส่วนประกอบในการทาข้าวจี่ กินเหล้า
สูบบุหรี่ และรับประทานปลาร้า ผงชูรส เป็ นต้น
ทางกลุม ่ ผูจ้ ดั ทาเล็งเห็นถึงความสาคัญ
และมีความเห็นว่าการดาเนินการในการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศ
จาเป็ นจะต้องพัฒนาประชาชนให้มีองค์ความรู ้ และทักษะทีจ่ าเป็ น
และพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพให้เหมาะสม ทัง้ ระดับบุคคลครอบครัว
และชุมชนครอบคลุม กลุม ่ ประชากรเป้ าหมาย
เพือ ่ ให้ประชาชนสามารถส่งเสริมสุขภาพและป้ องกันโรคให้แก่ตนเอง ครอบครัว
และชุมชนได้
ซึง่ การดาเนินงานดังกล่าวจาเป็ นจะต้องส่งเสริมพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพทีส ่ าคัญ
ๆ ทีก ่ อ
่ ให้เกิดปัญหาสาธารณสุขของประเทศ
เพือ ่ การสร้างสุขภาพทีด ่ ใี ห้กบ
ั ประชาชน
ลดการเกิดภาวะเสีย่ งลดการเกิดผูป ้ ่ วยรายใหม่
ป้ องกันภาวะแทรกซ้อนและลดปัญหาค่าใช้จา่ ยด้านสุขภาพในระยะยาว
ดังนัน้ กลุม ่ ผูจ้ ดั ทาจึงได้ทา "โครงการชุมชนบ้านขามเปี้ ย หมู่ 5 ร่วมใจ
หลีกเลีย่ งภาวะแทรกซ้อนเบาหวาน" โดยมีกจิ กรรมที่ 1
ปรับเปลีย่ นพฤติกรรมสุขภาพสาหรับกลุม ่ ผูป
้ ่ วยโรคเบาหวาน โดยการให้ความรู ้
กิจกรรมที่ 2 ออกกาลังกาย ช่วยผ่อนคลาย ร่างกาย จิตใจเรา และกิจกรรมที่ 3
ให้ความรูผ ้ ปู้ ่ วยโรคเบาหวานและผูด ้ แ
ู ลโดยการลงพื้นทีเ่ ชิงรุก

เพือ
่ ให้ผป ู้ ่ วยเป็ นโรคเบาหวาน ผูด ้ แ
ู ลและ อาสาสมัครในหมูบ ่ า้ น
มีความรูเ้ รือ ่ งสาเหตุ อาการ
การป้ องกันและการดูแลสุขภาพของตนเองให้เหมาะสมกับโรคเบาหวานรวมถึงภ
าวะแทรกซ้อน มีพฤติกรรมการออกกาลัง
และการรับประทานยาทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
และมีความรูเ้ กีย่ วกับโภชนาการอาหารทีเ่ หมาะสม
รวมถึงการปรุงอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน เพือ ่ ให้ชุมชนบ้านขามเปี้ ย
หมูท่ ี่ 5 ห่างไกลจากโรคเบาหวาน
และภาวะแทรกซ้อนอืน ่ ๆทีอ
่ าจเกิดขึน้ ได้ในอนาคต

วัตถุประสงค์ของโครงการ
1. เพือ
่ ให้ผป ู้ ่ วยเป็ นโรคเบาหวาน ผูด ้ แ ู ลและ อาสาสมัครในหมูบ
่ า้ น
มีความรูเ้ รือ ่ งสาเหตุ อาการ
การป้ องกันและการดูแลสุขภาพของตนเองให้เหมาะสมกับโรคเบาหวานรว
มถึงภาวะแทรกซ้อน
2. เพือ่ ให้ผปู้ ่ วยเป็ นโรคเบาหวาน ผูด
้ แ ู ลและ อาสาสมัครในหมูบ ่ า้ น
มีพฤติกรรมการออกกาลัง
และการรับประทานยาทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
3. เพือ ่ ให้ผป
ู้ ่ วยเป็ นโรคเบาหวาน ผูด้ แ ู ลและ อาสาสมัครในหมูบ ่ า้ น
มีความรูเ้ กีย่ วกับโภชนาการอาหารทีเ่ หมาะสม
รวมถึงการปรุงอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
เป้ าหมายของโครงงาน
- ผูป
้ ่ วยเป็ นโรคเบาหวาน ผูด
้ แ
ู ลและ อาสาสมัครในหมูบ
่ า้ น
มีความรูเ้ รือ ่ งสาเหตุ อาการ
การป้ องกันและการดูแลสุขภาพของต่อโรคเบาหวานรวมถึงภาวะแทรกซ้อน
เพิม ้ จากเดิมร้อยละ………
่ ขึน
- ผูป
้ ่ วยเป็ นโรคเบาหวาน ผูด
้ แ
ู ลและ อาสาสมัครในหมูบ
่ า้ น
มีพฤติกรรมการออกกาลังกาย และการรับประทานยาทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
เพิม ้ จากเดิมร้อยละ………
่ ขึน
- ผูป
้ ่ วยเป็ นโรคเบาหวาน ผูด
้ แ
ู ลและ อาสาสมัครในหมูบ
่ า้ น
มีความรูเ้ กีย่ วกับโภชนาการอาหารทีเ่ หมาะสม
และสามารถปรับปรุงอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
เพิม ้ จากเดิมร้อยละ………
่ ขึน
กลุม
่ เป้ าหมาย
- ผูป
้ ่ วยเป็ นโรคเบาหวาน ผูด ้ แ
ู ลและ
อาสาสมัครในหมูบ ่ า้ นทีม
่ ีสว่ นร่วมในการดูแลผูป
้ ่ วยโรคเบาหวาน
- ผูป
้ ่ วยเป็ นโรคเบาหวานในหมูบ ่ า้ น
ทีเ่ ป็ นโรคเบาหวานทีส ่ ามารถควบคุมน้าตาลได้
- ผูป ้ ่ วยเป็ นโรคเบาหวานในหมูบ
่ า้ น
ทีเ่ ป็ นโรคเบาหวานทีไ่ ม่สามารถควบคุมน้าตาลได้
- ผูป ่ า้ น ทีเ่ สีย่ งต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน
้ ่ วยเป็ นโรคเบาหวานในหมูบ

ผูร้ บ
ั ผิดชอบโครงการ
นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชัน
้ ปี ที3

กิจกรรม
1. ปรับเปลีย่ นพฤติกรรมสุขภาพสาหรับกลุม ่ ผูป
้ ่ วยโรคเบาหวาน
โดยการให้ความรู ้
2. ออกกาลังกาย ช่วยผ่อนคลาย ร่างกาย จิตใจเรา
3. ให้ความรูผ ้ ป
ู้ ่ วยโรคเบาหวานและผูด
้ แ
ู ลโดยการลงพื้นทีเ่ ชิงรุก

กิจกรรมที่ 1 ปรับเปลีย่ นพฤติกรรมสุขภาพสาหรับกลุม


่ ผูป
้ ่ วยโรคเบาหวาน
โดยการให้ความรู ้

วัตถุประสงค์
1. เพือ
่ ให้ผปู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด
้ แู ล และอสม. มีความรูเ้ กีย่ วกับสาเหตุ
อาการของโรคเบาหวาน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
2. เพือ่ ให้ผป
ู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด้ แู ล และอสม.
มีความรูเ้ รือ ่ งภาวะแทรกซ้อนทีเ่ กิดจากโรคเบาหวาน
และแนวทางการป้ องกัน
3. เพือ ่ ให้ผปู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด ้ แ
ู ล และอสม. มีความรูเ้ กีย่ วกับยา
ทีใ่ ช้รกั ษาโรคเบาหวาน และสามารถนาความรูท ้ ใี่ ห้ไปใช้ในชีวต
ิ ประจาวัน
เพือ ่ ลดภาวะแทรกซ้อนทีจ่ ะเกิดขึน ้ จากการใช้ยาทีไ่ ม่ถูกต้อง
4. เ พื่ อ ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย โ ร ค เ บ า ห ว า น ผู้ ดู แ ล แ ล ะ อ ส ม .
มี ค ว า ม รู ้ เ กี่ ย ว กั บ อ า ห า ร ที่ เ ห ม า ะ ส ม กั บ โ ร ค เ บ า ห ว า น
และสามารถนาความรูท ้ ีใ่ ห้ไปประยุกต์ใช้กบั การประกอบอาหารในชีวิ ตปร
ะจาวัน เพือ ่ ลดภาวะแทรกซ้อนทีจ่ ะเกิดขึน ้ จากโรคเบาหวาน

กิจกรรม
1. ให้ความรูโ้ ดยการจัดบอร์ดเกีย่ วกับเรือ ่ ง สาเหตุ อาการ
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
2. ให้ความรูโ้ ดยการจัดโครงการอบรมให้ผป ู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด
้ แ
ู ล
และอสม. ดังนี้
- สาเหตุ และอาการของโรคเบาหวาน
- การดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
เพือ ่ ป้ องกันภาวะแทรกซ้อนทีเ่ กิดจากโรคเบาหวาน
- การรับประทานยาเบาหวานทีถ ่ ูกต้อง
- การเลือกรับประทานอาหารทีเ่ หมาะสมตามหลักการอาหารแลกเป
ลีย่ นโรคเบาหวาน
3. ให้ความรูโ้ ดยการจัดเสียงตามสายทุกวันเสาร์ เวลา 6.30 - 7.00 น.
เกีย่ วกับ เรือ ่ งสาเหตุ อาการ การป้ องกันภาวะแทรกซ้อน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
การรับประทานยา และเตือนผูป ้ ่ วยไม่ให้ลืมรับประทานยา

วิธีดาเนินการ
ขัน
้ เตรียมการ
1. สมาชิกในกลุม ่ ศึกษาหาความรู ้ โดยการค้นคว้าข้อมูลเกีย่ วกับสาเหตุ
อาการ ภาวะแทรกซ้อน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
ทัง้ การรับประทานยา และอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
2. สมาชิกในกลุม ่ ร่วมกันออกแบบกิจกรรมทีจ่ ะนาไปให้ความรูก ้ บ
ั ผูป
้ ่ วยโรคเ
บาหวาน ผูด ้ แ
ู ล และอสม.
3. ปรึกษาอาจารย์นิเทศประจากลุม ่ ในการนาเสนอเนื้อหาของข้อมูลการทากิจ
กรรม
4. สมาชิกในกลุม ่ จัดทาสือ
่ โดยมีรูปแบบการให้ความรูโ้ ดย
- การจัดทาบอร์ด เกีย่ วกับเรือ่ งสาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ น
พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ทัง้ การรับประทานยา
และอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
- เตรียมข้อมูล และซ้อมการนาเสนอ เพือ ่ ให้การอบรมแก่ประชาชน
- จัดทาเทปบันทึกเสียง เกีย่ วกับเรือ่ งสาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
ทัง้ การรับประทานยา และอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
5. ติดต่อประสานงานกับผูน ้ าหมูบ
่ า้ น
เพือ
่ ประชาสัมพันธ์ให้ผปู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด ้ แ
ู ล และอสม. ในหมูบ
่ า้ น
มาเข้าร่วมกิจกรรม และติดต่อนัดหมายในการจัดโครงการอบรม
พร้อมทัง้ ติดต่อนัดหมายในการเปิ ดเสียง
ตามสายภายในหมูบ ่ า้ น

ขัน
้ ดาเนินการ
1. ประชาสัมพันธ์ให้ผป ู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด ้ ูแล และอสม.
มาเข้าร่วมกิจกรรมให้ความรู ้
2. จัดบอร์ดให้ความรูเ้ รือ ่ งสาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
ทัง้ การรับประทานยา และอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
ทีศ
่ าลากลางหมูบ ่ า้ น
3. ทดสอบความรูผ ้ ปู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด ้ แ
ู ล
และอสม.ก่อนให้ความรูจ้ ากการจัดอบรม
โดยให้ทาแบบสัมภาษณ์ ความรูท ้ ่วั ไปเกีย่ วกับโรคเบาหวานในวันทีอ
่ อกสาร
วจผูป ้ ่ วยเบาหวาน
4. ให้ความรูโ้ ดยการจัดโครงการอบรมเรือ ่ งสาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
ทัง้ การรับประทานยา และอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
ทีศ ่ าลากลางหมูบ
่ า้ น โดยมีรายละเอียด ดังนี้
4.1 สาเหตุ อาการ และภาวะแทรกซ้อน
โรคเบาหวาน เป็ นภาวะทีร่ า่ งกายขาดอินซูลน
ิ หรือนาอินซูลน ิ ไปใช้ไม่ได้
มีผลทาให้เกิดภาวะผิดปกติของการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน
ทาให้น้าตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึง่ ก่อให้เกิดการเปลีย่ นแปลงในระบบต่างๆ
ของร่างกายคือ เกิดภาวะแทรกซ้อนเฉี ยบพลัน เช่น ภาวะน้าตาลในเลือดสูง
ภาวะน้าตาลในเลือดต่าและภาวะกรดจากสารคีโตนคั่งในเลือดและเกิดภาวะแทร
กซ้อนเรื้อรัง เช่น ภาวะหลอดเลือดตีบแข็ง ความดันโลหิตสูง จอประสาทตาเสื่อม
ไตวาย เป็ นแผลเรื้อรังและติดเชื้อง่าย เป็ นต้น
ฉะนัน
้ ถ้าเราสามารถควบคุมโรคเบาหวานได้ดว้ ยการดูแลตนเองโดยการควบคุม
อาหาร การออกกาลังกาย การใช้ยาควบคุมและการปฏิบตั ต ิ วั อย่างเหมาะสม
สามารถลดภาวะแทรกซ้อนได้ (เทพ หิมะทองคา, และคณ, 2544)
1) ประเภทเฉี ยบพลัน ได้แก่
1.1) ภาวะน้าตาลในเลือดต่า มักจะพบในผูป ้ ่ วยทีก
่ น
ิ ยาหรือฉี ดยาสม่าเสมอ
อ า จ มี ก า ร ใ ช้ ย า เ กิ น ข น า ด ห รื อ อ ด อ า ห า ร ห รื อ กิ น ข้ า ว ผิ ด เ ว ล า
ห รื อ มี อ า ก า ร อ อ ก แ ร ง ก า ย ม า ก ก ว่ า ป ก ติ
นอก จาก นี้ ยัง อ าจ เกิ ด จ าก สา เ หตุ ร ้ า ย แ ร ง ได้ แ ก่ ภาวะคี โ ตแอซิ ส โ ด ซี ส
( Ketoacidosis)
พบเฉพาะในผู้ป่ วยที่เ ป็ นเบาหวานชนิ ด พึ่งอินซู ลินที่ข าดการฉี ด อินซู ลินนานๆ
หรื อ พบในภาวะติด เชื้ อ หรื อ ได้รบ ั บาดเจ็ บ ซึ่งร่า งกายต้อ งการอินซู ลินมากขึ้น
ร่างกายจะมีการเผาผลาญไขมันแทนน้าตาลทาให้เกิดการคั่งของสารคีโตนในเลือ
ด จนเกิ ด ภาวะเลื อ ดเป็ นกรดเรี ย กว่ า diabetic ketoacidosis หรื อ DKA
ผู้ ป่ วยจะมี อ าการคลื่ น ไส้ อ าเจี ย น กระหายน้ า อย่ า งมาก หายใจหอบลึ ก
แ ล ะ ล ม ห า ย ใ จ มี ก ลิ่ น ห อ ม ( ก ลิ่ น ข อ ง ส า ร คี โ ต น ) มี ไ ข้ ก ร ะ ว น ก ร ะ ว า ย
มี ภ าวะขาดน้ า รุ น แรง (ตาโบ๋ หนัง เหี่ ย ว ความดัน โลหิ ต ต่ า ชี พ จรเบาเร็ ว )
อาจมี อ าการปวดท้ อ ง ท้ อ งเดิ น ผู้ ป่ วยจะซึ ม ลงเรื่ อ ย ๆ จนกระทั่ง หมดสติ
หากรักษาไม่ทน ั อาจตายได้ และอาจรูส ้ ึกอ่อนเพลีย ง่วงนอน และหิวในช่วงเช้า
เ พ ร า ะ ร่ า ง ก า ย ข อ ง อ ยู่ ช่ ว ง ที่ มี ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า
(เนื่องจากร่างกายได้เผาผลาญน้าตาลทีเ่ หลืออยูห ่ มดไปในช่วงกลางคืน ทีน ่ อนหลั
บ) และเมื่อ ได้ร บ ั ประทานอาหารมื้ อ แรกในวัน นั้น ๆ เข้า ไป ท าให้รู ้สึก มี แ รง
กระปรี้กระเปร่า พร้อมทีจ่ ะทางานหรือทากิจกรรมต่าง ๆ
ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ข อ ง ค น ป ก ติ จ ะ อ ยู่ ที่ 70-100 mg/dL
แ ต่ เ มื่ อ ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า ก ว่ า 70 mg/dL ล ง ไ ป
แสดงว่าร่างกายกาลังอยูใ่ นช่วงภาวะน้าตาลในเลือดต่า

สาเหตุของการเกิดภาวะน้าตาลในเลือดต่า
ก า ร เ กิ ด ภ า ว ะ น า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า ส า ม า ร ถ เ กิ ด ไ ด้ จ า ก ห ล า ย ปั จ จัย
โดยมีปจั จัยให้เกิดดังต่อไปนี้
1. ไ ด้ รั บ ย า รั ก ษ า โ ร ค เ บ า ห ว า น ที่ ม า ก เ กิ น ไ ป
จ น ส่ ง ผ ล ใ ห้ ร่ า ง ก า ย มี ก า ร ผ ลิ ต อิ น ซู ลิ น ใ น ป ริ ม า ณ ที่ ม า ก ขึ้ น
จึ ง ท า ใ ห้ น้ า ต า ล ถู ก เ ผ า ผ ล า ญ ไ ป ใ น ป ริ ม า ณ ที่ ม า ก ก ว่ า ป ก ติ
เป็ นเหตุให้ระดับน้าตาลในเลือดต่าลง
2. ซื้ อ อาหารเสริ ม หรื อ สมุ น ไพรต่า ง ๆ มาทานเองโดยไม่ ป รึ ก ษาแพทย์
อาหารเสริมและสมุนไพรบางชนิด มีสว่ นทีท ่ าให้ระดับน้าตาลในเลือดต่าลง
เช่น ฟ้ าทะลายโจร เป็ นต้น
3. มี ก า ร อ ด อ า ห า ร ห รื อ ท า น อ า ห า ร น้ อ ย ก ว่ า ที่ ค ว ร จ ะ เ ป็ น
โดยเกิ ด จากความต้อ งการลดน้ า หนัก ซึ่ ง จากการอดอาหารมากเกิน ไป
จึงทาให้เกิดภาวะน้าตาลในเลือดต่าลงอย่างรวดเร็ว
4. อ อ ก ก า ลั ง ก า ย ม า ก เ กิ น ก ว่ า ป ก ติ คื อ ม า ก ก ว่ า 2 ชั่ ว โ ม ง ขึ้ น ไ ป
แ ล ะ ไ ม่ ไ ด้ ดื่ ม น้ า ห รื อ จิ บ เ ก ลื อ แ ร่ เ ล ย ร ะ ห ว่ า ง อ อ ก ก า ลั ง ก า ย
จนเป็ นผลให้ระดับน้าตาลในเลือดลดต่าลงได้
5. สูบบุหรี่ และดืม ่ แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่และดืม ่ เครื่องดืม ่ ที่มีแอลกอฮอล์
สิ่ ง นี้ จ ะ เ ข้ า ไ ป ขั ด ข ว า ง ก า ร เ ผ า ผ ล า ญ น้ า ต า ล
รวมถึงส่งผลให้ไม่สามารถทานอาหารได้ตามปกติ

อ า ก า ร ข อ ง ผู้ ที่ มี ภ า ว ะ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า
เมือ
่ ร่างกายเข้าสูภ ่ าวะระดับน้าตาลในเลือดต่า จะเริม ่ มีอาการแสดงออกมาให้เห็น
คือ
1. รู ้ สึ ก ร้ อ น เ ห งื่ อ อ อ ก ง่ า ย ก ร ะ ว น ก ร ะ ว า ย แ ล ะ มื อ สั่ น
คล้ายกับหิวอยูต ่ ลอดเวลา
2. มี ค ว า ม กั ง ว ล สั บ ส น คิ ด อ ะ ไ ร ไ ม่ อ อ ก
เนื่องจากขาดน้าตาลทีจ่ ะเปลีย่ นเป็ นพลังงานไปเลี้ยงสมองนั่นเอง
3. หั ว ใ จ เ ต้ น แ ร ง แ ล ะ เ ร็ ว รู ้ สึ ก ห วิ ว ๆ ค ล้ า ย จ ะ เ ป็ น ล ม
หน้ามืดได้งา่ ยกว่าปกติ
มีอาการชาตามมือ เท้า และรอบปาก
ถ้าหากร่างกายอยูใ่ นภาวะน้าตาลในเลือดต่าติดต่อกันเป็ นเวลานานจนทาให้สมอง
ขาดกลูโคส จะมีอาการทีร่ ุนแรงขึน ้ คือ
1. ตั ว เ ย็ น ผิ ด ป ก ติ เ พ ร า ะ อุ ณ ห ภู มิ ร่ า ง ก า ย ต่ า ล ง
ซึง่ มีความอันตรายเป็ นอย่างมาก
2. มี พ ฤติก รรมที่เ ปลี่ย นแปลงไป ไม่ค่อ ยตอบสนองต่อ การกระท าใด ๆ
ไม่มีสมาธิ พูดจาไม่รเู ้ รือ
่ ง หลงลืม ง่วงซึมอยูต ่ ลอดเวลา
3. หมดสติ ชัก ถ้ า หากน าตัว ไปรัก ษาไม่ ท น ั อาจเป็ นอัม พฤกษ์ ค รึ่ ง ซี ก
จึงควรรีบไปพบแพทย์ทน ั ทีทม
ี่ ีอาการรุนแรง

การดูแลดูตนเองเพือ ่ ป้ องกันภาวะน้าตาลในเลือดต่า มีดงั ต่อไปนี้


1. แ น ะ น า ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย เ บ า ห ว า น สั ง เ ก ต อ า ก า ร ต น เ อ ง
ขณะทีน ่ ้าตาลในเลือดต่าจะมีอาการ เช่น หิว อ่อนเพลีย มือสั่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
กระสับกระส่าย หากมีความรุนแรงมากขึ้นจะมีอาการ สับสน มึนงง ตาพร่ามัว
และหมดสติในทีส ่ ุด
2. ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย เ บ า ห ว า น ดื่ ม น้ า ห ว า น 1 แ ก้ ว ห รื อ ลู ก อ ม 3 ก้ อ น
ผู้ ที่ มี ค ว า ม เ สี่ ย ง ต่ อ ก า ร เ กิ ด อ า ก า ร ดั ง ก ล่ า ว คื อ ผู้ ป่ ว ย เ บ า ห ว า น ที่
รั บ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร ไ ด้ น้ อ ย ห า ลู ก อ ม ห รื อ น้ า ห ว า น ติ ด บ้ า น ไ ว้
เมื่อ ร่า งกายส่ง สัญ ญาณว่า คุณ ก าลัง มี ร ะดับ น้ า ตาลต่ า ตามที่ไ ด้ก ล่า วไปข้า งต้น
ก็ ค ว ร อ ม ลู ก อ ม ร ส ห ว า น ๆ ห รื อ ดื่ ม น้ า ห ว า น
ร ะ ห ว่ า ง นี้ ใ ห้ ห ยุ ด ก า ร รับ ป ร ะ ท า น อ าห า ร ที่ มี โ ปร ตี น แ ล ะ ไ ข มัน ร อ 15
น า ที จ ะ เ ริ่ ม รู ้ สึ ก ว่ า อ า ก า ร ดี ขึ้ น แ ต่ ถ้ า ห า ก ยั ง ไ ม่ ดี
ก็ ใ ห้ ท านของหวานซ้ า เข้ า ไปอี ก ครั้ง และติ ด ตามผลในอี ก 15 นาที ต่ อ มา
ถ้ารูส้ กึ ดีขนึ้ แล้ว ก็สามารถทานอาหารได้ตามปกติ
3. ส่งตัวไปโรงพยาบาลทันที เมือ ่ พบผูป ้ ่ วยทีม
่ ีอาการชัก หรือหมดสติ

วิ ธี ป้ อ ง กั น ภ า ว ะ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า
วิ ธี ป้ อ ง กั น ก า ร เ กิ ด ภ า ว ะ ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า
หลีกเลีย่ งสาเหตุทท
ี่ าให้เกิดภาวะน้าตาลในเลือดต่า คือ
1. ใ น ก ร ณี ที่ เ ป็ น โ ร ค เ บ า ห ว า น
ควรใช้ยาตามความเหมาะสมและตามคาแนะนาของแพทย์อย่างเคร่งครัด
หากมีขอ ้ สงสัยให้สอบถามแพทย์ทน ั ที
2. ไ ม่ ค ว ร ซื้ อ อ า ห า ร เ ส ริ ม ห รื อ ส มุ น ไ พ ร ม า ท า น เ อ ง
หากไม่ได้รบ ั ใบสั่งยาจากแพทย์
3. ทานอาหารทีม ่ ีประโยชน์ให้ครบ 3 มื้อต่อวัน
4. อ อ ก ก า ลั ง ก า ย อ ย่ า ง เ ห ม า ะ ส ม วั น ล ะ ไ ม่ เ กิ น 30-90 น า ที
และควรมีวน ั พักเพือ่ ให้รา่ งกายได้ซอ่ มแซมตัวเอง
5. กรณีทม ี่ ีขอ
้ สงสัยใด ๆ ก็ตาม ให้ปรึกษาแพทย์กอ ่ นทุกครัง้
1.2) ภาวะน้าตาลในเลือดสูง (non- ketotic hyperglycemic
hyperosmolarcoma หรือ (NKHHC)
มักพบในผูป ้ ่ วยเบาหวานชนิดไม่พงึ่ อินซูลน ิ ทีเ่ ป็ นโรคโดยไม่รูต
้ วั หรือทีข
่ าดการรั
กษาหรือมีภาวะติดเชื้อรุนแรง (เช่น ปอดอักเสบ, กรวยไตอักเสบ, โลหิตเป็ นพิษ)
หรือมีการใช้ยาบางชนิด (เช่น สเตอรอยด์ ยาขับปัสสาวะ) ร่วมด้วย
ทาให้ระดับน้าตาลในเลือดสูงมากๆ ผูป ้ ่ วยจะเกิดภาวะขาดน้ารุนแรง ซึม เพ้อ ชัก
หมดสติ อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย กระหายน้า
การมีพฤติกรรมในการทานอาหารทีต ่ ดิ รสหวาน
โดยเฉพาะก๋วยเตีย๋ วต้องมีการเติมน้าตาลลงไปในปริมาณมากอยูเ่ สมอ
ในช่วงเวลาว่างก็ตด ิ การดืม ่ กาแฟ น้าอัดลม
รวมถึงเครือ ่ งดืม ่ ชงทีม
่ ีสว่ นผสมของน้าตาล เช่น ชาเขียว และชานม เป็ นต้น
และผลจากการบริโภคอาหารทีม ่ ีน้าตาลเป็ นส่วนประกอบในปริมาณ
จึงทาให้เกิดภาวะค่าน้าตาลในเลือดสูง
ซึง่ ส่งผลให้เกิดการเป็ นโรคเบาหวานในเวลาต่อมา
ถ้าหากไม่มีการลดระดับน้าตาลให้ลงมาอยูใ่ นระดับปกติเป็ นเวลานาน
อาจทาให้โรคเบาหวานมีความรุนแรงขึน ้
จนส่งผลถึงขัน ้ ทาให้เกิดอาการตาบอดได้

สาเหตุของการเกิดภาวะน้าตาลในเลือดสูง
1. ส่ ว น ม า ก แ ล้ ว ผู้ ที่ มี ภ า ว ะ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง
มั ก จ ะ เ กิ ด จ า ก ก า ร เ ป็ น โ ร ค เ บ า ห ว า น เ ป็ น ห ลั ก
เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลน ิ ได้เพียงพอต่อการเผาผลาญน้าตาลในเลื
อ ด แ ต่ ส า ห รั บ ค น ทั่ ว ไ ป ก็ มี โ อ ก า ส ที่ จ ะ มี ภ า ว ะ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง ไ ด้
ถ้าหากมีพฤติกรรมในการใช้ชีวต ิ ดังต่อไปนี้
2. ทานอาหารทีม ่ ีน้าตาลและคาร์โบไฮเดรตเป็ นส่วนประกอบมากเกินไป
3. เป็ นโรคเครียด หรือมีภาวะเครียดตลอดเวลา
4. ไม่ชอบ หรือไม่เคยออกกาลังกาย
5. ป่ วยเป็ นโรคเกีย่ วกับตับอ่อน ทาให้รา่ งกายไม่สามารถผลิตอินซูลน ิ ได้
6. ป่ วยเป็ นภาวะต่อมไทรอยด์ผด ิ ปกติ หรือต่อมไทรอยด์เป็ นพิษ

อาการของผูท ้ ีม
่ ีภาวะน้าตาลในเลือดสูง
1. ปัสสาวะบ่อยในช่วงเวลากลางคืน แม้จะไม่คอ ่ ยได้ดม ื่ น้าก็ตาม
2. กระหายน้ามาก จนถึงขัน ้ ต้องดืม่ น้าตลอดเวลา
3. ปวดศีรษะ และเหนื่อยง่าย
4. มองเห็นได้ไม่คอ ่ ยชัด โดยทีไ่ ม่เคยมีปญ ั หาเกีย่ วกับสายตามาก่อน
ใ น ร า ย ที่ มี อ า ก า ร รุ น แ ร ง ม า ก ขึ้ น ห รื อ ไ ม่ ไ ด้ ร ั บ ก า ร รั ก ษ า จ า ก แ พ ท ย์
จะเริม ่ มีอาการอืน ่ ๆ ตามมา คือ
1. ปากแห้ง หายใจหอบสัน ้ ลมหายใจมีกลิน ่ ออกหวาน ๆ
2. อ่อนเพลีย ทานอาหารไม่ได้ น้าหนักลดลง
3. คิดอะไรไม่คอ ่ ยออก มีอาการสับสน
4. ถ้าหากมีแผล จะพบว่าแผลหายช้ากว่าปกติมาก
5. เป็ นลม หมดสติ
6. ปวดท้อง ท้องเสีย คลืน ่ ไส้อาเจียน
การดูแลดูตนเองเพือ ่ ป้ องกันภาวะน้าตาลในเลือดสูง มีดงั ต่อไปนี้
1 . ท า น ย า ล ด ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด อ ย่ า ง เ ค ร่ ง ค รั ด
ใ น ก ร ณี ที่ มี ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง จ น อ ยู่ ใ น เ ก ณ ฑ์ อั น ต ร า ย
แ พ ท ย์ จ ะ ใ ห้ ย า เ พื่ อ ล ด ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด
ซึง่ จะต้องทานอย่างเคร่งครัดร่วมไปกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวต ิ
2. ทานอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรค ถ้าได้รบ ั การรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ
แพทย์มกั จะให้นกั โภชนาการเป็ นผูก ้ าหนดอาหารเพือ ่ ควบคุมระดับน้าตาลในเลือ
ด ส่ ว น ม า ก ก็ มั ก จ ะ ใ ห้ ล ด ค า ร์ โ บ ไ ฮ เ ด ร ต แ ล ะ น้ า ต า ล ล ง
พ ร้ อ ม กั น นี้ ก็ ใ ห้ ดื่ ม น้ า ใ ห้ ม า ก ขึ้ น ก ว่ า เ ดิ ม
เพือ ่ ให้น้าตาลบางส่วนถูกขับออกทางปัสสาวะแทน
3 . อ อ ก ก า ลั ง ก า ย
ก า ร อ อ ก ก า ลัง ก า ย จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ ร่ า ง ก า ย ไ ด้ น า น้ า ต า ล ไ ป ใ ช้ เ ป็ น พ ลั ง ง า น
จึงช่วยให้ระดับน้าตาลในเลือดมีการลดลง
4 . ห มั่ น ต ร ว จ เ ลื อ ด อ ยู่ เ ส ม อ
เ พื่ อ เ ป็ น ก า ร ค ว บ คุ ม ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ไ ม่ ใ ห้ สู ง เ กิ น ก ว่ า ป ก ติ
ถ้ า ห า ก ป ฏิ บ ัติ ต า ม ทั้ง 2 วิ ธี แ ล้ ว แ ต่ ร ะ ดับ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ยั ง ไ ม่ ล ด ล ง
ก็ ค ว ร พิ จ า ร ณ า ถึ ง ปั จ จั ย อื่ น ๆ เ ช่ น
การทานยารักษาโรคบางชนิดทีอ ่ าจมีผลต่อระดับน้าตาลในเลือด เป็ นต้น

วิธีป้องกันภาวะน้าตาลในเลือดสูง
ก า ร ดู แ ล ดู ต น เ อ ง เ พื่ อ ป้ อ ง กั น ภ า ว ะ hyperglycemia
แนะน าการสัง เกตอาก าร ภาวะน้ า ตาลในเลื อ ดสู ง ( Hyperglycemia)
จะมีอาการ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้า น้าหนักลด อ่อนเพลีย คลืน ่ ไส้อาเจีย น
หอบ ร ะ ดั บ ค ว า ม รู ้ สึ ก ตั ว ล ด ล ง ซึ ม ล ง ห ม ด ส ติ
เมือ
่ มีอาการดังกล่าวให้รีบส่งโรงพยาบาล

2) ประเภทเรื้อรัง ได้แก่
2 . 1 ) ร ะ บ บ หั ว ใ จ แ ล ะ ห ล อ ด เ ลื อ ด เ มื่ อ ร ะ ดับ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง
น้ า ต า ล จ ะ ไ ป เ ก า ะ ที่ เ ม็ ด เ ลื อ ด แ ด ง ( Glycosylate hemoglobin)
ท า ใ ห้ ก า ร ป ล ด ป ล่ อ ย อ อ ก ซิ เ จ น จ า ก เ ม็ ด เ ลื อ ด แ ด ง ไ ป สู่ เ นื้ อ เ ยื่ อ ต่ า ล ง
เนื้ อ เยื่อ จึง ขาดออกซิเ จนและเกิด การเปลี่ย นแปลงของหลอดเลื อ ดแดงตามมา
ทั้ ง ห ล อ ด เ ลื อ ด แ ด ง ข น า ด ใ ห ญ่ ( macroangiopathy)
และหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก (microangiopathy) อาจเกิดการอุดตัน โป่ งพอง
ห รื อ ส ร้ า ง ห ล อ ด เ ลื อ ด ที่ ไ ม่ แ ข็ ง แ ร ง ขึ้ น ใ ห ม่ ท า ใ ห้ เ กิ ด ปั ญ ห า ที่ ต า
( diabeticretinopathy) ที่ ไ ต ( nephropathy)
นอกจากนี้ โรคเบาหวานทาให้มีภาวะไขมันผิดปกติ คือ มีระดับกรดไขมันอิสระ
และไตรกรีเซอร์ไรด์สูง ไขมันชนิด HDL (Hight Density Lipopotein) ต่าลง
LDL(Low Density Lipopotein) สู งขึ้น ระดับ โคเลสเตอรอลอาจปกติห รือสูง
ระดับไขมันทีส ้ มีผลต่อหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ทาให้เกิดปัญหาผนังหลอดเ
่ ูงขึน
ลื อ ด แ ด ง แ ข็ ง ( atherosclerosis) โ ร ค ค ว า ม ดั น โ ล หิ ต สู ง
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคอัมพาตจากหลอดเลือดสมองตีบ
2.2) ระบบประสาท ระบบประสาทส่ ว นปลายประกอบด้ ว ยแอกซอน
( axon) ที่ หุ้ ม ด้ ว ย เ ยื่ อ มั ย อิ ลิ น ( myelin sheaths)
เมือ่ ระดับน้าตาลในเลือดสูงเป็ นเวลานานมีผลทาให้เกิดความเสือ ่ มของระบบประ
ส า ท ส่ ว น ป ล า ย ก า ร น า ก ร ะ แ ส ป ร ะ ส า ท ช้ า ก ว่ า ป ก ติ
ผู้ ป่ ว ย จ ะ มี ปั ญ ห า ก า ร สู ญ เ สี ย ก า ร รั บ ค ว า ม รู ้ สึ ก ช า ป ล า ย มื อ ป ล า ย เ ท้ า
ป ว ด ต า ม แ ข น ข า มี อ า ก า ร ป ว ด แ ส บ ป ว ด ร้ อ น บ ริ เ ว ณ ข า แ ล ะ เ ท้ า
เ จ็ บ ป ว ด เ ห มื อ น เ ข็ ม แ ท ง อ า ก า ร มั ก จ ะ เ ป็ น รุ น แ ร ง เ ว ล า ก ล า ง คื น
และการลงน้าหนักของเท้าผ่านกระดูกในขณะทีม ่ ีอาการชาทาให้เกิดแผลขอบแข็
ง ที่ ต ร ง ฝ่ า เ ท้ า ไ ด้ บ า ง ร า ย มี อ า ก า ร เ สื่ อ ม ข อ ง ร ะ บ บ ป ร ะ ส า ท อั ต โ น มั ติ
ท า ใ ห้ มี ปั ญ ห า อ า ห า ร ไ ม่ ย่ อ ย ท้ อ ง ผู ก ห รื อ ถ่ า ย อุ จ จ า ร ะ บ่ อ ย
ระบบประสาททีก ่ ระเพาะปัสสาวะเสือ ่ มทาให้ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายปัสสา
วะให้เป็ นปกติได้
2 . 3 ) ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น ท า ง ต า
ก า ร เ สื่ อ ม ข อ ง จ อ ต า จ า ก โ ร ค เ บ า ห ว า น ( Diabetic retinopathy)
เ ป็ น ส า เ ห ตุ น า ใ ห้ เ กิ ด ต า บ อ ด ไ ด้
สาเหตุ ข องความผิด ปกติเ กิ ด จากการเปลี่ย นแปลงของหลอดเลื อ ดแดงเล็ ก ๆ
ที่ จ อตา เนื่ อ งจากเนื้ อ เยื่ อ ขาดออกซิ เ จนนอกจากการเสื่ อ มของจอตาแล้ ว
ผู้ ป่ ว ย ที่ ค ว บ คุ ม โ ร ค ไ ด้ ไ ม่ ดี ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง
มัก จะมี ก ารเปลี่ ย นแปลงของสายตาเกิ ด ขึ้ น คื อ มองไกลๆ จะเห็ น ไม่ ช ัด
ค ว า ม ผิ ด ป ก ติ นี้ เ กิ ด ขึ้ น
เนื่องจากความเข้มข้นของกลูโคสภายในเลนส์ตาสูงขึน ้ กลูโคสนี้จะถูกเปลีย่ นไปเป็
น ซ อ ร์ บิ ท อ ล ซึ่ ง จ ะ ส ะ ส ม อ ยู่ ใ น เ ล น ส์ ต า แ ล ะ เ กิ ด Osmolar gradient
เลนส์จะดูดน้าไว้ จึงบวมและเกิดความผิดปกติแบบคนสายตาสัน ้
2 . 4 ) ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น ท า ง ไ ต แ ล ะ ร ะ บ บ ท า ง เ ดิ น ปั ส ส า ว ะ
จากการเปลีย่ นแปลงของหลอดเลือดทาให้เกิดพยาธิสภาพทีก ่ รองไต (glomeruli)
เ กิ ด ปั ญ ห า ที่ เ รี ย ก ว่ า Diabetic nephopathy
มี โ ป ร ตี น ข น า ด เ ล็ ก รั่ ว อ อ ก ม า เ พิ่ ม ขึ้ น เ รื่ อ ย ๆ แ ล ะ ข น า ด ใ ห ญ่ ขึ้ น
(macroalbuminuria)อัตราการกรองลดลง ผู้ป่วยจะมีอาการบวมมีของเสียคั่ง
โ ป ร ตี น ใ น เ ลื อ ด ต่ า จ น ใ น ที่ สุ ด เ กิ ด ภ า ว ะ ไ ต ว า ย
ผู้ ป่ ว ย เ บ า ห ว า น ที่ เ ป็ น ม า น า น จ ะ พ บ ว่ า ห ล อ ด เ ลื อ ด แ ด ง ที่ ไ ต แ ข็ ง
( arteriosclerosis) ทั้ ง afferent แ ล ะ efferentglomerular arteries
ปั จ จั ย เ สี่ ย ง ที่ ท า ใ ห้ ไ ต ว า ย ใ น ผู้ ป่ ว ย เ บ า ห ว า น ไ ด้ แ ก่
ภ า ว ะ ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง ภ า ว ะ ค ว า ม ดั น โ ล หิ ต สู ง
ก า ร รั บ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร ที่ มี โ ป ร ตี น สู ง ปั จ จั ย ท า ง พั น ธุ ก ร ร ม
เ ชื้ อ ช า ติ ร ะ ย ะ เ ว ล า ใ น ก า ร เ ป็ น โ ร ค เ บ า ห ว า น โ ร ค เ บ า ห ว า น ช นิ ด ที่ 1
เสีย่ งต่อไตวายมากกว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 2
2 . 5 ) ร ะ บ บ เ ลื อ ด
ใ น ภ า ว ะ ที่ ก า ร ค ว บ คุ ม โ ร ค เ บ า ห ว า น ไ ม่ ดี มี ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง
ห รื อ มี ก า ร ส ะ ส ม ข อ ง ส า ร คี โ ต น ใ น เ ลื อ ด
จะมีความผิดปกติของระบบเลือดได้หลายอย่าง พบว่าเม็ดเลือดแดงจะมีอายุสน ้ ั ลง
เ ก ล็ ด เ ลื อ ด จ ะ ยึ ด เ ก า ะ แ ล ะ ร ว ม ตั ว กั น ไ ด้ ง่ า ย
ความผิดปกติของเกล็ดเลือดนี้อาจมีบทบาททาให้เกิดการเสือ ่ มของหลอดเลือดทีม ่ ี
อยู่ แ ล้ ว รุ น แรงมากขึ้ น นอกจากนี้ เ ม็ ด เลื อ ดขาวชนิ ด Polymorphonuclear
ยั ง ท า ห น้ า ที่ ต่ อ ต้ า น เ ชื้ อ โ ร ค ไ ด้ ไ ม่ ดี ก า ร ฆ่ า แ บ ค ที เ รี ย ก็ เ สื่ อ ม ล ง ด้ ว ย
ลิมโฟซัยท์ซึ่งมีบทบาทในการทาลายสิง่ แปลกปลอมทีอ ่ ยูใ่ นกระแสเลือดและทีเ่ กีย่
ว ข้ อ ง กั บ เ ซ ล ล์ ก็ เ สื่ อ ม ห น้ า ที่ เ ช่ น กั น
ท าให้ผู้ป่ วยเบาหวานมี ค วามต้านทานโรคต่ากว่าคนปกติ เกิด การติด เชื้ อต่างๆ
เช่นstaphylococcus, streptococcus,วัณโรคปอด, เชื้อรา ได้งา่ ย
2 . 6 ) แ ผ ล ที่ เ ท้ า
เป็ นภาวะแทรกซ้อนทีพ ่ บได้บอ่ ยเนื่องจากผูป ้ ่ วยเบาหวานมักมีภาวะปลายประสา
ทอักเสบ (เท้าชา เกิดแผลง่าย) ภาวะขาดเลือดเนื่องจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
และตีบ (เท้า เป็ นแผลหายยาก หรื อ เป็ นเนื้ อ ตายเน่ า ) ร่ว มกับ ภาวะติด เชื้ อ ง่าย
เนื่ อ งจากภู มิ คุ้ ม กัน โรคต่ า ดัง กล่ า วข้ า งต้ น บ างครั้ง แผลอาจลุ ก ลามรุ น แรง
ห รื อ เ ป็ น เ นื้ อ ต า ย เ น่ า ( Gangrene) จ า เ ป็ น ต้ อ ง ตั ด นิ้ ว เ ท้ า ห รื อ ตัด เ ท้ า
เ กิ ด ภ า ว ะ พิ ก า ร ไ ด้
ผูป
้ ่ วยเบาหวานควรหลีกเลีย่ งการสูบบุหรีเ่ พราะจะเสริมให้เกิดภาวะขาดเลือดเลี้ยง
เท้าได้มากขึน ้ และควรดูแลเท้าอย่าให้เกิดแผล

3) แนวทางดูแลตนเองเพือ ่ ป้ องกันภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง ในผูป


้ ่ วยเบาหวาน 3
อวัยวะหลักได้แก่ ตา ไต เท้า
้ ตาและเบาหวานลงไต
3.1แนวทางในการป้ อนกันเบาหวานขึน
โรคเบาหวานขึน ้ ตาและเบาหวานลงไตเป็ นโรคแทรกซ้อนทีพ ่ บเฉพาะผูเ้ ป็
นเบาหวาน
ดังนัน ้ ถ้าสามารถควบคุมระดับน้าตาลให้เหมือนคนปกติก็จะไม่เกิดโรคแทรกซ้อ
นดังกล่าว
ในความเป็ นจริงเป็ นไปได้ยากมากทีจ่ ะควบคุมระดับน้าตาลในเลือดในผูเ้ ป็ นเบา
หวานให้เหมือนคนปกติโดยเฉพาะในผูท ้ เี่ ป็ นเบาหวานมานาน ๆ
ส่วนหนึ่งเนื่องจากอาจจะเพิม ่ ความเสีย่ งต่อการเกิดภาวะน้าตาลต่าในเลือดจากกา
รรักษา ซึง่ จะเป็ นผลเสียแก่คนไข้ได้
ดังนัน ้ เป้ าหมายการควบคุมระดับน้าตาลเพือ ้ ตาแ
่ ป้ องกันการเกิดโรคเบาหวานขึน
ละเบาหวานลงไตก็จะขึน ้ กับอายุ ระยะเวลาทีเ่ ป็ นเบาหวาน
ตลอดจนโรคประจาตัวของผูป ้ ่ วย โดยทั่วไปจะแนะนาให้ระดับน้าตาลสะสม
(HbA1c) น้อยกว่า 7%
นอกจากนี้การควบคุมความดันโลหิตก็จะมีสว่ นอย่างมากในการป้ องกันและชะลอ
การเกิดโรคเบาหวานขึน ้ ตาและเบาหวานลงไต
โดยทั่วไปมักจะแนะนาให้ความดันโลหิตตัวบนไม่เกิน 130 มม.ปรอท
และความดันโลหิตตัวล่างไม่เกิน 80 มม.ปรอท
ในกรณีทผ ี่ ป
ู้ ่ วยเบาหวานเกิดเบาหวานลงไตระยะหลัง ๆ
เช่นการทางานของไตเสือ ่ ม
พบว่าการควบคุมระดับความดันโลหิตอย่างเข้มงวดจะมีประโยชน์
มากกว่าการควบคุมระดับน้าตาลอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ใน
ผูป
้ ่ วยเบาหวานทีม ่ ีไข่ขาวรั่วออก มาในปัสสาวะ
การใช้ยาลดความดันโลหิตในกลุม ่ ACEI (angiotensin-converting
enzyme inhibitors) หรือ ARB (angiotensin receptor blockers)
จะสามารถชะลอการเสือ ่ มของไตได้
การใช้ยากลุม ่ นี้ก็ควรต้องอยูภ ่ ายใต้คาแนะนาของแพทย์
เนื่องจากในระยะแรกของโรคเบาหวานขึน ้ ตาและเบาหวานลงไต
ผูเ้ ป็ นเบาหวานจะไม่มีอาการผิดปกติ
การตรวจค้นหาภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวจึงมีความสาคัญและจะทาให้เริม ่ การรักษ
าได้เร็ว ก่อนทีจ่ ะเกิดภาวะแทรกซ้อนทีเ่ ป็ นมากตามมา
ผูเ้ ป็ นเบาหวานควรได้รบ ั การตรวจจอรับภาพของตา
ตรวจปัสสาวะดูระดับไข่ขาวและตรวจเลือดดูการทางานของไตปี ละหนึ่งครัง้ ในก
รณีทยี่ งั ไม่เคยตรวจพบความผิดปกติมาก่อน
และควรตรวจให้บอ ้ ถ้าตรวจพบภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวแล้ว
่ ยขึน
สรุปแนวทางดังนี้
1.รักษาระดับน้าตาลในเลือดให้คงที่ ซึง่ ในผูป
้ ่ วยเบาหวาน
ระดับน้าตาลควรอยูใ่ นช่วงระหว่าง 80-180 mg/dL
2.ค่าระดับน้าตาลสะสม(HbA1C)ควรน้อยกว่า 7%
3.รักษาระดับความกันตัวบนไม่เกิน 130 ตัวล่างไม่เกิน 80 มม.ปรอท
4.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควบคุมอาหารทีม ่ ีรสหวานและอาการกลุม

คาร์โบไฮเดรต ไขมัน(ข้าว แป้ ง น้าตาล เผือก มัน) รับประทานแต่น้อย
ในประมาณทีเ่ หมาะสม
5.รับประทานยา ต่อเนื่องสม่าเสมอ หลีกเลีย่ งยาและสมุนไพรอืน
่ ๆ
นอกเหนือจากแพทย์ส่งั
6.เข้ารับการตรวจประเมินระดับน้าตาลและประเมินโรคเบาหวาน
เป็ นประจาตามนัด
3.2
แนวทางป้ องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันและโรคหลอดเลือดสมองในผู้
ป่ วยเบาหวาน
โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองตีบตันสามารถพบได้ในคนที่
ไม่เป็ นเบาหวาน แต่ผเู้ ป็ นเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคเหล่านี้มากกว่าถึง 2-3 เท่า
เนื่องจากปัจจัยเสีย่ งของการเกิดโรค ได้แก่ ภาวะไขมันในเลือดสูง
ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ และน้าตาลในเลือดสูง เป็ นต้น
การป้ องกันการเกิดโรคดังกล่าวต้องอาศัยการควบคุมปัจจัยเสีย่ งหลาย ๆ
อย่างดังกล่าวร่วมกันคือ ควบคุมระดับไขมัน LDL คอเลสเตอรอลให้ได้น้อยกว่า
100 มก./ดล. โดยรับประทานยาในกลุม ่ statin
ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ไม่เกิน 130/80 มม.ปรอท หยุดสูบบุหรี่
ควบคุมระดับน้าตาลสะสม (HbA1c) ไม่ให้เกิน 7.0 หรือ7.5%
และในผูท ้ ม
ี่ ีความเสีย่ งสูงในการเกิดโรค เช่น อายุมากและมีปจั จัยเสีย่ งหลายอย่าง
อาจจะพิจารณาให้รบ ั ประทานยา aspirin ขนาด 81 มก.
เพือ่ ป้ องกันการเกิดโรคร่วมด้วย
วิธีการเลิกบุหรีเ่ พือ
่ ป้ องกันการเกิดโรคเบาหวาน
การเลิกบุหรีด
่ ว้ ยเทคนิค 5 ย
 โยนทิง้ ทิง้ บุหรีแ
่ ละอุปกรณ์ สูบ ทิง้ ไฟแช็ค
 ยืดเวลา ทาอย่างอืน
่ ก่อนค่อยสูบ
 ยืนหยัด ใจแข็ง ต่อสู้ ไม่กลับไปสูบ
 ยืดเหยียดกาย อาบน้า ออกกาลังกาย
 ยิม
้ สู้ อดทนในการเลิกสูบบุหรี่
ให้ความรูเ้ กีย่ วกับวิธีการเลิกบุหรี่ โดยแนะนาว่า
การเลิกบุหรีใ่ ห้สาเร็จนัน
้ ควรจะหยุดสูบในทันที หรือทีเ่ รียกกันว่า “หักดิบ”
พร้อมทาตามขัน ้ ตอนต่างๆ ดังนี้
1. ปรับพฤติกรรม : โดยในระยะแรกๆ ทีเ่ ลิกสูบ
มักจะเกิดอาการอยากบุหรีอ ่ ยูบ
่ อ
่ ยครัง้
ซึง่ ถือเป็ นอาการทีไ่ ม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด
เพราะเป็ นการเสพติดมาจากพฤติกรรมการสูบเดิม
ดังนัน ้ หากมีอาการอยากสูบบุหรี่ แนะนาให้เคีย้ วมะนาว
รับประทานอาหารทีม ่ ีรสเปรี้ยว หรือดมยาดม เพือ
่ แทนการสูบบุหรี่
2. หลีกเลีย่ งสถานทีห
่ รือช่วงระยะเวลาทีเ่ คยสูบบุหรีอ
่ ยูเ่ ป็ นประจา
เพราะความเคยชินเหล่านัน้ อาจจะเป็ นสาเหตุทาให้หวนกลับไปสูบบุหรีอ ่ ีกครัง้
3. การดืม ่ น้าก็เป็ นตัวช่วยทีด
่ ี เช่นกัน คนทีเ่ ลิกบุหรีค
่ วรดืม
่ น้าไม่ต่ากว่า 2
ลิตรต่อวัน
เพราะน้าจะเป็ นตัวช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและจะช่วยให้รา่ งกายฟื้ นตัวได้

เร็วยิง่ ขึน
4. การเลือกรับประทานอาหาร ควรหลีกเลีย่ งอาหารประเภท เผ็ด เค็ม มัน
หวาน เพราะอาหารประเภทเหล่านี้ก็เป็ นตัวกระตุน
้ ให้อยากสูบบุหรีเ่ ช่นกัน
5. การนามะนาวมาเป็ นตัวช่วย แนะนาให้หน ั มะนาวทัง้ เปลือกเป็ นชิ้นเล็กๆ
ใส่กล่องพกติดตัวไว้
เมือ
่ มีความรูส้ ก
ึ อยากสูบบุหรีข ึ้ มาก็หยิบมะนาวขึน
่ น ้ มาอมและขณะเวลาอมควรอ
มช้าๆ และเคีย้ วเปลือกมะนาวแล้วกลืน
การทาเช่นนี้จะช่วยได้เพราะรสขมของผิวมะนาวจะช่วยทาให้รูส้ ก ึ ขมปากขมคอ
จนไม่อยากสูบบุหรี่
6. การออกกาลังกาย ควรออกกาลังกายทุกวัน วันละอย่างน้อย 30 นาที
เพราะการออกกาลังกายจะช่วยให้ปอดแข็งแรงและขับพิษออกมากับเหงือ่ ได้
7. การยา้ เตือนตนเอง หากคิดทีจ่ ะสูบบุหรีข ึ้ เมือ
่ น ่ ไหร่
ก็ขอให้ยา้ เตือนอยูเ่ สมอว่า ทีเ่ ลิกนัน
้ เพือ่ อะไร
และให้ทาตามเป้ าหมายการเลิกบุหรีต ่ ามทีต่ ง้ ั ใจไว้ให้ดท ี ส
ี่ ุด
(สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, 2556)

3.3 แนวทางการดูแลเท้าสาหรับผูป
้ ่ วยเบาหวาน (อัจฉรา
สุวรรณนาคินทร์,2557)
ผูท
้ เี่ ป็ นเบาหวานมักจะมีความผิดปกติของปลายประสาทโดย
เริม ่ ทีป
่ ลายเท้าก่อน ทา ให้มีเท้าชาผิดรูป เกิดหนังด้านและเกิดแผล หรือหาก
ไม่ระวังอาจเดินไปเตะหรือเหยียบของแหลมคม และเกิดแผลโดยไม่รต ู ้ วั จะรู ้
อีกทีวา่ เท้ามีแผลก็คอ ื มีคนอืน
่ ทักหรือมองเห็นว่ามีเลือดไหลทีเ่ ท้า
การเป็ นเบาหวานทา ให้แผลหายยากกว่าธรรมดา อีกทัง้ การทีไ่ ม่รส ู้ ก
ึ เจ็บทา
ให้ยงั ใช้เท้าเดินลงน้าหนักตามปกติตอ ่ ไป
แผลจึงถูกกดเหยียบกระแทกตลอดเวลา ทาให้แผล
ทีเ่ กิดขึน ้ นัน ้ ไม่สามารถหายได้
1. ควบคุมระดับน้าตาลในเลือดและตรวจเช็คค่าความดันโลหิตให้อยูใ่ น
เกณฑ์ปกติ เพือ
่ ป้ องกันไม่ให้หลอดเลือดและปลายประสาททีเ่ ท้าเสือ
่ ม
2. ทาความสะอาดเท้าทุกวันเช็ดเท้าให้แห้งทันทีดว้ ยผ้าเช็ดตัวหรือผ้า
นุ่มทีส
่ ะอาด โดยเฉพาะอย่างยิง่ ตามซอกระหว่างนิ้วควรเช็ดให้แห้งสนิท เพือ ่
ป้ องกันการอับชื้นซึ่งเป็ นสาเหตุทา ให้เกิดแผลได้งา่ ย ห้ามใช้แอลกอฮอล์เช็ด
เท้าทาความสะอาดเท้า เพราะจะทา ให้เท้าแห้งยิง่ ขึน ้ ไปอีก
3. สารวจเท้าและเล็บเท้าอย่างละเอียดทุกวัน ว่ามีแผล รอยแดง
บวมหนังด้าน หรือมีเล็บขบหรือไม่ โดยเฉพาะตามซอกระหว่างนิ้วเท้าซึง่ เป็ น
่ กั จะถูกมองข้าม โดยกาหนดให้การตรวจเท้าเป็ นส่วนหนึ่งของกิจวัตร
จุดอับทีม
ประจา วัน โดยเฉพาะถ้าเป็ นรองเท้าคูใ่ หม่ ในวันแรกต้องสารวจดูเท้าหลังใส่
รองเท้าคูใ่ หม่ ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ว่ามีรอยกดรอยถลอกหรือไม่
4. หากมีปญั หาเรือ
่ งสายตา มองไม่เห็น มองไม่ชดั
หรือไม่สามารถก้มลงสารวจเท้าได้เอง ควรใช้กระจกสะท้อนส่องดู
หรืออาจจะนั่งพาดกับโต๊ะ ส่องกระจกดู หรือให้ญาติหรือคนใกล้ชด
ิ ตรวจเท้าให้
5. ใช้ครีม หรือโลชั่นทาบางๆ บริเวณหลังเท้าและฝ่ าเท้า แต่หา้ ม
ทาบริเวณซอกระหว่างนิ้วเท้าเพราะจะทา ให้หมักหมมอับชื้นและเกิดการติด
เชื้อราได้งา่ ยซึง่ ถ้ามีการติดเชื้อราผิวหนังจะมีลกั ษณะเป็ นขุย เป็ นตุม
่ แดง มี
อาการคัน ต้องรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
6. หากต้องใช้น้าอุน ่ ควรใช้ขอ ้ ศอกตรวจระดับความร้อนของน้า
ก่อนทุกครัง้ อุณหภูมท
ิ ป
ี่ ลอดภัย คือ ไม่เกิน 35 องศาเซลเซียส
7. หากมีอาการเท้าเย็นในเวลากลางคืน ให้ใส่ถุงเท้า ห้ามใช้กระเป๋ า น้า
ร้อน กระเป๋ าไฟฟ้ า ขวดน้า ร้อน ยาทาหรือยานวดทีร่ อ้ น เช่นยาหม่อง หรือ
แผ่นร้อนวางหรือทาบ บริเวณเท้าโดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิดแผลลวก หรือ
เท้าพองโดยไม่รูส้ ก
ึ ตัว
8. ควรบริหารเท้าอย่างสม่า เสมอทุกวัน วันละ 2-3 ครัง้ ๆ ละ 5-10 นาที
9. ควรตัดเล็บทุกสัปดาห์หรือบ่อยกว่าเมือ ่ จา เป็ น
อัตราการงอกของเล็บประมาณ0.1- 0.2 มม.ต่อวัน การปล่อยทิง้ ไว้อาจ ทา
ให้เกิดเล็บขบหรือเล็บผิดรูปและเกิดการติดเชื้อตามมา ถ้าเล็บหนาตัดเอง
ไม่ได้ควรให้ผเู้ ชีย่ วชาญการดูแลเท้าตัดเล็บให้ สา หรับผูท้ ส
ี่ ามารถตัดเล็บได้
เองควรตัดเล็บภายหลังจากล้างเท้าและเช็ดเท้าแห้งแล้ว และควรตัดเล็บตาม
แนวขอบเล็บเท่านัน ้ แล้วใช้ตะไบขัดเพือ
่ ลบรอยคมและป้ องกันการเกิดเล็บขบ
10. หากมีหนังด้านเกิดขึน ้ ควรปรึกษาแพทย์ถงึ วิธีการดูแลหนังด้าน
อย่างปลอดภัย การดูแลตนเองเบื้องต้นอาจทา ได้โดยภายหลังอาบน้าและเช็ด
เท้าให้แห้งแล้ว ใช้หน
ิ ขัดเท้าเนื้อละเอียดถูหนังด้าน ให้เหลือเพียงบางๆ
โดยถูไปในทิศทางเดียวอย่างนุ่มนวล เพือ ่ ไม่ให้ผวิ แตกเป็ นแผล
ไม่ควรซื้อยากัดลอกตาปลามาใช้
11. ควรสวมถุงเท้าหรือถุงน่ องทีไ่ ม่แน่ นเกินไป ก่อนใส่รองเท้าเสมอ
เพือ
่ ป้ องกันการเกิดแผลจากการเสียดสี ถุงเท้าทีใ่ ส่ควรจะสะอาด นุ่ม และพอดี
หากถุงเท้า มีตะเข็บควรกลับด้านในออกเพือ ่ ไม่ให้ตะเข็บกดผิวหนังเป็ นแผล
และควรเปลีย่ นถุงเท้าทุกวัน ถ้าเป็ นผูท
้ ม
ี่ ีเหงือ่ มากอาจจา เป็ นต้องเปลีย่ น
ถุงเท้าในระหว่างวันด้วย
12. ตรวจดูรองเท้าภายในและภายนอกก่อนสวมใส่ทุกครัง้ เพือ ่ ป้ องกัน
่ า้ งใน เช่น เศษหินกรวด หรือวัตถุใดๆ ตกค้างอยู่ ซึง่
การมีสงิ่ แปลกปลอมอยูข
อาจทา ให้เกิดแผลโดยไม่รต ู ้ วั
13. ควรเลือกใส่รองเท้าทีพ ่ อดี ถูกสุขลักษณะ และเหมาะสมกับรูปเท้า
ไม่ใส่รองเท้าทีค ่ บั และหน้าแคบจนบีบหน้าเท้า หรือสัน ้ จนนิ้วเท้างอ
รองเท้าทีเ่ หมาะสมควรกว้างและยาวพอสา หรับนิ้วเท้าทุกนิ้ว สา หรับรองเท้า
คูใ่ หม่ควรใส่เพียงชั่วระยะเวลาสัน ้ ๆ ประมาณครึง่ ชั่วโมงในวันแรกๆ วันต่อไป
ค่อยๆ เพิม ่ เป็ นหนึ่งชั่วโมงโดยสลับกับรองเท้าคูเ่ ก่าแล้วเพิม่ เวลาในการใส่ให้
นานขึน ้ ทัง้ นี้เพือ
่ ให้รองเท้าค่อยๆ ขยายปรับตัวเข้ากับเท้าได้ดี
14. ไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่า เสมอ เพือ ่ ตรวจการประเมินของเท้า
และรับการตรวจเท้าอย่างละเอียด ตามเวลาทีเ่ หมาะสม
15. หากมีปญ ั หาใดๆ เกีย่ วกับเท้าแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบไปพบแพทย์
ทันที เพือ
่ วินิจฉัยได้ทน
ั ท่วงที และสามารถแก้ไขได้แต่เนิ่นๆ เพราะถ้า
มีแผลเกิดขึน ้ แผลจะมีโอกาสลุกลามอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง เป็ น
สาเหตุของการถูกตัดขาหรือเท้าได้
ข้อห้ามปฏิบตั เิ กีย่ วกับเท้า
1. ห้ามสูบบุหรี่ เพราะจะทา ให้เลือดไหลเวียนไปทีเ่ ท้าลดลง มีโอกาส
เกิดแผลได้งา่ ย และเมือ ้ จะทา ให้แผลหายช้าลง
่ มีแผลเกิด ขึน
2. ควรหลีกเลีย่ งการนั่งไขว่หา้ ง เพราะอาจจะกดทับเส้นประสาท
บริเวณหัวเข่าได้
3. ห้ามสวมถุงเท้าหรือพันผ้ายืดรอบ ขาแน่ นเกินไป เพราะจะทา ให้เลือด
ไหลเวียนไม่สะดวก
4. ห้ามแช่เท้าในน้า ทุกชนิด เพราะน้า จะชะเอาไขมันทีผ
่ วิ หนังออกไปทา

ให้ ผิวแห้ง และมีโอกาสเกิดแผลได้งา่ ย ขึน
5. ห้ามตัดเล็บลึกถึงจมูกเล็บ และ ห้ามตัดลึกเข้าไปในมุมเล็บ ถ้ามี
ปัญหาเรือ
่ งเล็บควรปรึกษาแพทย์ หรือพยาบาลผูเ้ ชีย่ วชาญต่อไป
6. ห้ามตัดหนังด้านด้วยตนเอง เพราะผูเ้ ป็ นเบาหวานมักมีปญ
ั หา
เรือ
่ งมือชา เท้าชาและสายตาไม่ ดี ทา ให้มีโอกาสตัดพลาดไปถูก
ผิวหนังบริเวณรอบๆ ได้
7. ห้ามใช้สารเคมีใดๆ ลอกหนัง ด้านด้วยตนเอง เพราะจะเป็ น
อันตรายต่อผิวและเกิดแผลได้
8. พยายามหลีกเลีย่ งการเดินเท้า เปล่าทัง้ ในบ้านและนอกบ้าน
เพราะอาจเดินเตะหรือเหยียบ สิง่ แปลกปลอมจนเกิดเป็ นแผล ได้
นอกจากนี้การเดินเท้าเปล่า จะเพิม
่ โอกาสในการเกิดหนังด้าน ทีฝ่ ่ าเท้า
และกัดเป็ นแผลตามมา ได้เช่นกัน
9. ห้ามเดินเท้าเปล่าบนพื้นผิวทีร่ อ้ น เช่น บนหาดทราย ระเบียงวัด
หรือพื้นซีเมนต์ ควรสวมถุงเท้า หรือรองเท้า และทาครีมกันแดด
บริเวณหลังเท้าเพือ
่ ป้ องกันแดดเผา
10. ห้ามใส่รองเท้าแตะประเภทคีบ ระหว่างนิ้วเท้า เพราะทา ให้เกิด
แผลตรงซอกนิ้วเท้าได้งา่ ย
“หลัก 10 ประการ” ทีช ่ ว่ ยให้ผเู้ ป็ นเบาหวานเลือกรองเท้าได้อย่าง
เหมาะสมเท้าคูน
่ ี้จะได้อยูก่ บ
ั เรานานๆ
1. ลักษณะรองเท้าทีเ่ หมาะสม รองเท้าทีเ่ หมาะสมกับผูท ้ เี่ ป็ นเบาหวาน ควร
มีสว่ นปิ ดป้ องกันปลายเท้าหากใช้เดินออกนอกบ้านควรจะหุม ้ ส้นเท้าด้วย ไม่
ควรมีตะเข็บแข็งอยูด ่ า้ นใน วัสดุทใี่ ช้ทา รองเท้าควรเป็ นหนังหรือผ้า เนื่องจากมี
ความยืดหยุน ่ และสามารถถ่ายเทอากาศและความชื้นได้ดี
2. เลือกรูปทรงรองเท้าทีเ่ หมาะกับรูปเท้า
เลือกรูปทรงรองเท้าทีเ่ หมาะสมและมีลกั ษณะ ใกล้เคียงกับรูปเท้าของเราก่อน
แล้วจึงลอง ขนาดของรองเท้า
3. ไม่มีมาตรฐานทีแ่ น่ นอนของขนาดรองเท้า
รองเท้าเบอร์เดียวกันจะมีขนาดต่างกันไปในแต่ละยีห ่ อ
้ แม้รองเท้ายีห
่ อ
้ เดียวกัน
ถ้ารูปทรงต่างกันขนาดก็แตกต่างกัน ดังนัน ้ ห้ามซื้อรองเท้าจากการดู เบอร์
ต้องลองสวมรองเท้าทัง้ สองข้างก่อนซื้อทุกครัง้
4. ลองสวมรองเท้าทัง้ สองข้างเสมอ
เท้าคนเราเปลีย่ นได้ทง้ ั ขนาดและรูปร่างในแต่ละช่วงอายุ โดยเฉพาะเท้าผูเ้ ป็ น
เบาหวานจะมีโอกาสเปลีย่ นแปลงได้งา่ ยกว่าคนทั่วไป
อีกทัง้ คนส่วนใหญ่มกั มีเท้าข้างใดข้างหนึ่งกว้างหรือยาวกว่าอีกข้างหนึ่ง
ดังนัน
้ ควรลองสวมรองเท้า ทัง้ สองข้างก่อนตัดสินใจซื้อทุกครัง้
5. ลองสวมเดินทุกครัง้ เมือ
่ เลือกรองเท้าได้แล้ว ต้องลองสวมเดินก่อนซื้อทุกครัง้
เพราะรองเท้าทีด
่ ี ต้องสวมสบายทัง้ ในขณะนั่ง ยืนและเดิน
6. ความยาวของรองเท้าทีเ่ หมาะสม ความยาวทีเ่ หมาะสม คือ
ใส่แล้วมีระยะระหว่างปลายนิ้วทีย่ าวทีส
่ ุดกับปลาย ของรองเท้าเหลือประมาณ 3/8
– 1/2 นิ้วฟุต หรือเท่ากับขนาดความกว้างของนิ้วหัวแม่มือ
7. ความกว้างของรองเท้าทีเ่ หมาะสม ความกว้างทีเ่ หมาะสม คือ
ส่วนทีก
่ ว้างทีส
่ ุดภายในรองเท้าควรกว้างเท่ากับ
ความกว้างทีส ่ ุดของเท้าและอยูใ่ นตาแหน่ งทีต
่ รงกัน
8. ส้นเท้าต้องอยูพ
่ อดีกบ
ั ส้นรองเท้า
ตาแหน่ งของส้นเท้าควรอยูต ่ รงกับตาแหน่ งของส้นรองเท้าและมีความ
กระชับพอดี เมือ่ เดินแล้วรองเท้าไม่เสียดสีและไม่หลุดจากส้นเท้ามากเกินไป
9. ถ้าใส่วสั ดุเสริมในรองเท้าต้องเปลีย่ นขนาดรองเท้าให้เหมาะสม
สาหรับผูท้ มี่ ีความจา เป็ นต้องใช้วสั ดุหรืออุปกรณ์ เสริมภายในรองเท้า เช่น
แผ่นรองใต้ฝ่าเท้า วัสดุเหล่านี้ทาให้รองเท้าคับขึน ้ ดังนัน้ เวลาเลือก
รองเท้าต้องใส่วสั ดุเสริมในรองเท้าก่อนลอง
เพือ
่ ให้ได้ขนาดของรองเท้าทีเ่ หมาะสม
10. เท้าเปลีย่ นขนาดได้ตามเวลาและชนิดของกิจกรรม
เท้าเปลีย่ นขนาดและรูปร่างได้ในแต่ละช่วงของวัน เท้ามักจะขยายหลัง
จากเดินมาก นั่งห้อยเท้านานๆ หรือออกกาลังกาย ดังนัน ้ ก่อนเลือก
รองเท้าต้องคานึงถึงเวลาและกิจกรรมทีจ่ ะนา ไปใช้ให้สอดคล้องกันด้วย
4.2 การรับประทานยาของผูป
้ ่ วยเบาหวาน
ยาและการรับประทานยาเบาหวาน
ผู้ป่ วยที่ได้รบ
ั การรัก ษาด้วยอินซู ลิน หรื อ ยากลุ่ม ที่มี ฤ ทธิก ์ ระตุ้นการหลั่ง
อิ น ซู ลิ น ค ว ร ร ะ มั ด ร ะ วั ง ก า ร เ กิ ด ภ า ว ะ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า
ให้ความรูเ้ กี่ย วกับอาการของภาวะน้ าตาลในเลือดต่า เช่น เวียนศีรษะ หน้ามื ด
เ ป็ น ล ม ใ จ สั่ น มื อ สั่ น ค ลื่ น ไ ส้ ผู้ ป่ ว ย ที่ ไ ด้ รั บ ย า ก ลุ่ ม beta blocker
อาจเพิ่ ม ความเสี่ย งต่อ การเกิ ด อาการ น้ า ตาลในเลื อ ดต่ า ขณะออกก าลัง กาย
ผู้ ป่ ว ย ที่ ไ ด้ รั บ ย า ก ลุ่ ม diuretic
บ า ง ตั ว อ า จ ท า ใ ห้ ป ริ ม า ต ร ข อ ง น้ า แ ล ะ เ ลื อ ด ใ น ร่ า ง ก า ย ล ด ล ง
เ กิ ด อ า ก า ร ข า ด น้ า แ ล ะ เ กิ ด ค ว า ม ไ ม่ ส ม ดุ ล ข อ ง เ ก ลื อ แ ร่ ไ ด้
ควรให้ ผู้ป่ วยดื่ม น้ า ให้ เ พี ย งพอ และผู้ป่ วยที่ไ ด้ร บ ั ยากลุ่ ม alpha blockers,
calcium channel blockers, ห รื อ vasodilators
อาจพบภาวะความดันโลหิตต่าหลังหยุดออกกาลังกาย ได้ ดังนั้น ควรเพิ่มระยะ
Cool-down หลังการออกกาลังกาย
ยากินก่อนอาหาร
ยากลุ่มนี้ ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายพร้อมทีจ่ ะใช้พลังงานจากแป้ งและน้าตาล
โ ด ย ก ร ะ ตุ้ น ตั บ อ่ อ น ใ ห้ ห ลั่ ง ฮ อ ร์ โ ม น อิ น ซู ลิ น อ อ ก ม า ณ
เ ว ล า ที่ ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง ห ลั ง จ า ก กิ น อ า ห า ร
โดยทั่ว ไปแล้ ว ยารุ่ น เก่ า มัก แนะน าให้ กิ น ก่ อ นอาหารประมาณ ๓๐ นาที
ส่วนยารุน ่ ใหม่สามารถกินก่อนอาหารทันทีได้ขน ึ้ กับความเร็วในการกระตุ้นตับอ่
อนของยาแต่ล ะตัว ยาที่แ นะน าให้ กิ น ก่ อ นอาหาร ได้แ ก่ Chlorpropamide
Glibenclamide Gliclazide Metformin Glipizide
ข้อควรระวัง
เ มื่ อ กิ น ย า ก ลุ่ ม นี้ ก่ อ น อ า ห า ร แ ล้ ว
จ า เ ป็ น ต้ อ ง รับ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร ห ลัง กิ น ย า เ ส ม อ เ พ ร า ะ ถ้ า ไ ม่ กิ น อ า หาร
ฮอร์โมนอินซูลน ิ ทีถ
่ ูกกระตุน ้ ให้หลั่งออกมาจะทาให้ระดับน้าตาลในเลือดต่ากว่าร
ะดับ ปกติ จนอาจเกิด อาการข้า งเคี ย งที่รุ น แรงได้ เช่ น เดี ย วกับ กรณี ลื ม กิน ยา
ไ ม่ ค ว ร กิ น ย า ห ลั ง อ า ห า ร แ ท น
เ พ ร า ะ ย า จ ะ อ อ ก ฤ ท ธิ ์ ใ น ช่ ว ง ที่ ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ล ด ต่ า ล ง ไ ป แ ล้ ว
จึ ง ท า ใ ห้ ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ล ด ต่ า ล ง ไ ป ม า ก ก ว่ า เ ดิ ม
โ อ ก า ส เ กิ ด ภ า ว ะ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด จ ะ ต่ า ก ว่ า ร ะ ดั บ ป ก ติ จ ะ ม า ก ขึ้ น
ค ว ร เ ว้ น ย า ที่ ลื ม กิ น ไ ป โ ด ย ไ ม่ ต้ อ ง ท า น เ พิ่ ม เ ป็ น ส อ ง เ ท่ า
ส าหรับ ผู้ที่ไ ม่มี เ วลารับ ประทานอาหารที่แ น่ น อน เช่ น บางวัน ไม่ท านมื้ อ เช้ า
บ า ง วั น ไ ม่ ท า น มื้ อ เ ย็ น ก า ร กิ น ย า ก ลุ่ ม นี้ น อ ก จ า ก จ ะ ไ ม่ ไ ด้ ผ ล ดี แ ล้ ว
ยั ง มี โ อ ก า ส เ กิ ด น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า ก ว่ า ป ก ติ ไ ด้ ง่ า ย อี ก ด้ ว ย
จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเป็ นกรณีพเิ ศษ

ยากินพร้อมอาหาร
ยาลดน้าตาลในเลือดกลุม ์ ดั ขวางการดูดซึมน้าตาลจากลาไส้เล็ก
่ นี้ ออกฤทธิข
เ ข้ า สู่ ก ร ะ แ ส เ ลื อ ด จึ ง ค ว ร กิ น พ ร้ อ ม กั บ มื้ อ อ า ห า ร
โดยทั่ว ไปแนะน าให้กิน พร้อ มกับ อาหารค าแรก ยากลุ่ ม นี้ ได้แ ก่ Acarbose
Voglibose
ข้อควรระวัง
ก า ร กิ น ย า ก ลุ่ ม นี้ ก่ อ น อ า ห า ร ห รื อ ห ลั ง อ า ห า ร เ ป็ น เ ว ล า น า น ๆ
ย า จ ะ ไ ม่ เ จ อ กั บ น้ า ต า ล ที่ ย่ อ ย แ ล ะ พ ร้ อ ม จ ะ ดู ด ซึ ม อ ยู่ ใ น ล า ไ ส้ เ ล็ ก
ถ้ า ลื ม กิ น ย า นี้ พ ร้ อ ม อ า ห า ร อ า จ ส า ม า ร ถ กิ น ย า ห ลั ง อ า ห า ร ทั น ที ไ ด้
แ ต่ ป ร ะ สิ ท ธิ ผ ล ข อ ง ย า จ ะ น้ อ ย ก ว่ า ก า ร กิ น ย า พ ร้ อ ม อ า ห า ร
สาหรับมื้อทีไ่ ม่ได้ทานอาหาร ไม่จาเป็ นต้องกินยากลุม ่ นี้

ยากินหลังอาหาร
ย า เ บ า ห ว า น ห ล า ย ก ลุ่ ม อ อ ก ฤ ท ธิ ์ ช่ ว ย ท า ใ ห้ อ วั ย ว ะ ต่ า ง ๆ
ใช้น้าตาลในกระแสเลือดทีด ่ ด
ู ซึมหลังรับประทานอาหารเพือ ่ ไปเก็บสะสมหรือเปลี่
ย น เ ป็ น พ ลั ง ง า น ไ ด้ ดี ขึ้ น จึ ง ส า ม า ร ถ กิ น ย า เ ห ล่ า นี้ ห ลั ง อ า ห า ร ไ ด้ ท ั น ที
ย า ห ลั ง อ า ห า ร มี ห ล า ย ก ลุ่ ม ด้ ว ย กั น
ผู้ ป่ ว ย ห ล า ย ค น อ า จ ต้ อ ง กิ น ย า ห ลั ง อ า ห า ร ม า ก ก ว่ า 1 ช นิ ด
เพื่ อ ช่ ว ยเพิ่ ม ประสิ ท ธิ ผ ลในการรัก ษามากขึ้ น ยาเหล่ า นี้ ได้ แ ก่ Metformin
Pioglitazone Saxagliptin Vildagliptin

ข้อควรระวัง
ย า ก ลุ่ ม นี้ ส่ ว น ม า ก ส า ม า ร ถ กิ น ก่ อ น ห รื อ ห ลั ง อ า ห า ร ก็ ไ ด้
แ ต่ โ ด ย ทั่ ว ไ ป จ ะ แ น ะ น า ใ ห้ กิ น ห ลั ง อ า ห า ร ส า ห รั บ metformin
ซึ่ ง เป็ นยาที่ นิ ย มใช้ ม าก มี ผ ลข้ า งเคี ย งที่ พ บได้ บ่ อ ย คื อ คลื่ น ไส้ เบื่ อ อาหาร
บ่อยครัง้ จึงแนะนาให้ทานพร้อมอาหารคาแรก ซึง่ อาจช่วยลดอาการข้างเคียงนี้ ได้
ก ร ณี ลื ม กิ น ย า ก ลุ่ ม นี้ ห ลัง อ า ห า ร ไ ม่ น า น ม า ก ( ไ ม่ ค ว ร เ กิ น ค รึ่ ง ชั่ ว โ ม ง )
ส า ม า ร ถ ท า น ย า ทั น ที ที่ นึ ก ไ ด้ แ ต่ ถ้ า นึ ก ไ ด้ ใ ก ล้ อ า ห า ร มื้ อ ถั ด ไ ป แ ล้ ว
ไม่ตอ ้ งกินยาทีล่ ืมควรเก็บยาไว้กน ิ หลังอาหารมื้อถัดไปแทน

การรับประทานยาทีเ่ หมาะสม
1. แนะนาให้การรับประทานยาเบาหวานตามคาแนะนาของแพทย์
2. แนะนาห้ามไม่ให้เพิม
่ หรือลดขนาดยาเบาหวานด้วยตนเอง
3. แนะนาให้รบ
ั ประทานยาเบาหวานตรงตามเวลา
4. แนะนาห้ามไม่ให้ใช้ยาต้ม ยาสมุนไพร ในการรักษาโรคเบาหวาน
5. แนะนาห้ามไม่ให้ขอยืมยารักษาโรคเบาหวานของเพือ่ นบ้านเมือ
่ ยาหมด

ข้อปฏิบตั เิ มือ
่ ลืมรับประทานยา
หากลืมรับประทานยาตามเวลาปกติทรี่ บ
ั ประทาน ถ้าปกติรบ
ั ประทาน 1 เม็ด
ให้รบ
ั ประทานยาทันทีทน
ี่ ึกได้จานวน 1 เม็ดโดยไม่ตอ
้ งเพิม
่ ขนาดยาเป็ น 2
เม็ดแทนเม็ดทีล่ ืมรับประทาน
ในกรณี ลืมรับประทานยาใกล้กบ
ั เวลารับประทานถัดไป
ให้รบ
ั ประทานยาในมื้อถัดไปในขนาด 1 เม็ด
โดยข้ามยาในมื้อทีล่ ืมไปและไม่ตอ
้ งเพิม
่ ขนาดยาเป็ น 2 เม็ด

4.3 การรับประทานอาหาร
อาหารแลกเปลีย่ นสาหรับผูป
้ ่ วยเบาหวาน
การควบคุมอาหาร
และเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมเป็ นสิง่ สาคัญอย่างยิง่ สาหรับผูป ้ ่ วยเบาหว
านในการควบคุมระดับน้าตาลในเลือดให้อยูใ่ นเกณฑ์ทต ี่ อ้ งการ
ดังนัน
้ ผูป
้ ่ วยจึงควรเรียนรูเ้ กีย่ วกับหมวดอาหารแลกเปลีย่ นเพือ
่ ให้สามารถเลือกรับ
ประทานอาหารได้อย่างถูกต้อง
หมวดอาหารแลกเปลีย่ น อาหารแลกเปลีย่ น 1 ส่วน
ในหมวดเดียวกันจะให้พลังงานและสารอาหารใกล้เคียงกันสามารถรับประทานแ
ลกเปลีย่ นกันได้
หมวดที่ 1 ข้าว แป้ ง 1 ส่วน เท่ากับ 1 ทัพพี มีโปรตีน 2 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี
ในผูห
้ ญิง ควรรับประทาน 2-3 ส่วนต่อมื้อ และสาหรับผูช ้ ายรับประทาน 3-
4 ส่วนต่อมื้อ ซึง่ ในผูป
้ ่ วยเบาหวานควรเลือกรับประทานข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง
หรือขนมปังไม่ขดั สี เนื่องจากดูดซึมช้า
ช่วยควบคุมระดับน้าตาลไม่ให้ขน ึ้ สูงอย่างรวดเร็ว
หมวดที่ 2 ผัก ผักสุก 1 ส่วน 2 ถ้วยตวง หรือเท่ากับ 1 ทัพพี และผักดิบ 1
ถ้วยตวง หรือเท่ากับ 2 ทัพพี แบ่งออกเป็ น
ผัก ก. คือ ผักทีใ่ ห้พลังงานน้อยมาก รับประทานได้ตามต้องการ ได้แก่
ผักกาดขาว ผักกาดเขียว กะหล่าปลี มะเขือเทศ แตงกวา บวบ ฟักเขียว เป็ นต้น
ผัก ข. คือ ผักทีม
่ ีคาร์โบไฮเดรต 5 กรัม โปรตีน 2 กรัม ให้พลังงาน 25
กิโลแคลอรี อาหารกลุม ่ นี้มีวต
ิ ามินและใยอาหารมาก
ซึง่ ใยอาหารจะช่วยลดการดูดซึมน้าตาลและไขมันได้
หมวดที่ 3 ผลไม้ 1 ส่วน มีคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม ให้พลังงาน 60
กิโลแคลอรี ผลไม้ทุกชนิดมีน้าตาลเป็ นส่วนประกอบ
ผูป
้ ่ วยเบาหวานควรเลือกรับประทานเพียง 1 ชนิดต่อมื้อ
และหลีกเลีย่ งผลไม้ทมี่ ีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ละมุด ขนุน
หมวดที่ 4 เนื้อสัตว์สุก 1 ส่วน 30 กรัม เท่ากับ 2 ช้อนโต๊ะ หรือ
เนื้อสัตว์ดบ
ิ 40 กรัม มีโปรตีน 7 กรัม มีปริมาณแคลอรี เพิม ่ ตามไขมัน เป็ น 35,
55, 75 และ100 กิโลแคลอรี่ ควรหลีกเลีย่ งการรับประทานเนื้อสัตว์ทม ี่ ีไขมันสูง
หมวดที่ 5 ไขมัน 1 ส่วน เท่ากับ 1 ช้อนชา ให้ไขมัน 5 กรัม และพลังงาน
45 กิโลแคลอรี่
- น้ามัน/เนย/มายองเนส 1 ช้อนชา
- กะทิ 1 ช้อนโต๊ะ
- เบคอนทอด 1 ชิ้น
- ครีมเทียม 4 ช้อนชา
- เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 6 เม็ด
- ถั่วลิสง 10 เม็ด
ควรเลือกใช้น้ามันพืชเนื่องจากไม่มีโคเลสเตอรอล หลีกเลีย่ งอาหารทอด
อาหารใส่กะทิ เบเกอรีต่ า่ งๆ
หมวดที่ 6 นม 1 ส่วน เท่ากับ 240 มล. มีโปรตีน 8 กรัม คาร์โบไฮเดรต
12 กรัม ปริมาณพลังงานแตกต่างกันตามปริมาณไขมันในนมชนิดนัน ้ ๆ
- นมสด มีไขมัน 8 กรัม ให้พลังงาน 150 กิโลแคลอรี่
- นมพร่องมันเนย มีไขมัน 5 กรัม ให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่
- นมขาดมันเนย มีไขมัน 0-3 กรัม ให้พลังงาน 90 กิโลแคลอรี่
ควรเลือกดืม
่ นมพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย หลีกเลีย่ งนมปรุงแต่งรส
และนมเปรี้ยวพร้อมดืม
่ เนื่องจากมีการเติมน้าตาล

สรุปการกินอาหารเพือ
่ ควบคุมระดับน้าตาลในเลือด
• กินอาหารให้หลากหลาย ครบทุกหมวดหมู่ เพราะจะได้รบ
ั สารอาหารทีค
่ รบถ้วน
• กินในปริมาณทีส ่ ม่าเสมอ และคงทีไ่ ม่ควรกินมากเกินไป
หรือน้อยเกินไปในบางมื้อ จะทาให้ระดับน้าตาล
ในเลือดควบคุมได้ยาก
• ผูท ้ ม ี่ ีน้าหนักเกิน ต้องลดปริมาณลง อาจจะเหลือเพียงครึง่ หนึ่งของทีเ่ คยกิน
• หลีกเลีย่ งการกินจุกจิกและกินอาหารไม่ตรงเวลา
อาจเกิดน้าตาลในเลือดต่าเกินไป
• กินข้าว ก๋วยเตีย๋ ว ขนมปัง ได้ตามปกติไม่ตอ ้ งลดลงมาก
นอกจากผูท ้ อี่ ว้ นให้ลดลงครึง่ หนึ่ง
• กินโปรตีนพอควรโดยเลือกเนื้อสัตว์ไม่ตด ิ มันและหนัง เลือกโปรตีนจากเนื้อปลา
เนื้อไก่ไม่ตด ิ หนัง และ
โปรตีนทีม ่ ีจากถั่วต่างๆ และเต้าหู้
• กินไข่สป ั ดาห์ละ 2-3 ฟอง ถ้าไขมันในเลือดสูงให้งดไข่แดง
• กินผลไม้ตามจานวนทีก ่ าหนด วันละ 2-3 ครัง้ แทนขนม
• กินผักให้มากขึน ้ ทุกมื้อ โดยเฉพาะผักใบชนิดต่างๆ ให้หลากหลายสี
• กินอาหารทีม ่ ีเส้นใยมาก เช่น ข้าวกล้อง ถั่วฝักยาว ถั่วแขก ผักทุกชนิด
• ใช้น้ามันพืชจาพวกน้ามันถั่วเหลืองในการผัด
น้ามันราข้าวในการทอดหรือผัดอาหารแต่พอควร
• กินอาหารทีม ่ ีไขมันน้อย เช่น ต้ม นึ่ง ย่าง ผัด ทีใ่ ช้น้ามันน้อยแทนการทอด
• หลีกเลีย่ งอาหารใส่กะทิอาหารทอด รวมทัง้ ขนมอบ เช่น พาย พัฟ ๊ เพสตรี้ฯลฯ
• หลีกเลีย่ งน้าหวาน น้าอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลตและขนมหวานชนิดต่าง ๆ
ใช้น้าตาลเทียมใส่เครือ ่ งดืม
่ และ
อาหารแทนการใช้น้าตาลทราย
• เลือกดืม ่ น้านมไม่มีไขมัน น้านมพร่องมันเนยแทนน้านมปรุงแต่งรส
• ผูท ้ เี่ ป็ นความดันเลือดสูง หรือโรคไตร่วมด้วย ไม่ควรกินอาหารรสเค็มจัด
ควรจะลดอาหารเค็ม
• ผูป ้ ่ วยทีร่ กั ษาด้วยยาฉี ดอินซูลน ิ ทีฤ่ ทธิย์ าอยูไ่ ด้นาน 24 ชั่วโมง
และออกฤทธิส์ ูงสุดในตอนเย็น หรือกลางคืน
อาจต้องจัดแบ่งอาหารออกเป็ น 4-6 มื้อ
โดยเพิม ่ อาหารว่างตอนบ่ายและมื้อกลางคืน เพือ ่ ป้ องกันภาวะ
น้าตาลต่าเกินไป ควรจัดแบ่งปริมาณให้เหมาะสม ไม่ให้บางมื้อมากเกินไป
หรือบางมื้อน้อยเกินไป
ผูป
้ ่ วยโรคเบาหวานในปัจจุบน ั มีอส
ิ ระในการเลือกอาหารมากขึน ้
และอาหารเบาหวานก็มไิ ด้แตกต่าง
จากอาหารคนปกติ แต่จะเป็ นลักษณะของอาหารทีม ่ ีน้าตาลน้อย ไขมันต่า
รสอ่อนเค็ม ซึง่ เป็ นอาหารที่
เหมาะสมสาหรับทุกคน มิใช่เฉพาะผูป ้ ่ วยเบาหวานเท่านัน

ผูป
้ ่ วยเบาหวานจาเป็ นต้องเรียนรูว้ ธิ ีการเลือกชนิดอาหาร ปริมาณทีก
่ น

การแลกเปลีย่ นและการ
ทดแทนอาหาร เพือ ่ จะสามารถควบคุมระดับน้าตาลในเลือดได้อย่างสม่าเสมอ.
ถึงแม้ระดับน้าตาลในเลือดปกติ

5. สรุป เนื้ อ หาและทบทวนหลังให้ความรู ้ เปิ ดโอกาสให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน


ผู้ ดู แ ล แ ล ะ อ ส ม . ที่ มี ข้ อ ส ง สั ย ซั ก ถ า ม
และถามคาถามเพือ ่ ทบทวนความเข้าใจ
6. ทดสอบความรูผ ้ ป
ู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด ้ แ
ู ล
และอสม.หลังให้ความรูจ้ ากการจัดอบรม โดยให้ทาแบบทดสอบ
7. ประเมินผลความพึงพอใจในการเข้าร่วมโครงการ
โดยการแจกแบบสอบถามกับผูเ้ ข้าร่วมกิจกรรมทัง้ หมด
5. จัดรายการเสียงตามสายเรือ ่ งสาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
ทัง้ การรับประทานยา และอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน ทุกวันเสาร์
เวลา 6.30 - 7.00 น.
8. ประเมินผลการดาเนินงาน
ผูร้ บ
ั ผิดชอบ
นางสาวสวรส ศรีชยั
นางสาวอรยา เชาว์ประมวลกุล
นางสาวเบญจวรรณ
นางสาวอนงค์นาฏ
นายนนทวัฒน์ ศรีเผ้า
การประเมินผล
ระหว่างดาเนินการ
1. ผูป ้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด
้ แ
ู ล และอสม. จานวน...... คน
เข้าร่วมกิจกรรมปรับเปลีย่ นพฤติกรรมสุขภาพ
2. มีผรู้ ว่ มโครงการสนใจบอร์ดให้ความรูเ้ กีย่ วกับโรคเบาหวาน
3. ผูเ้ ข้าร่วมโครงการให้ความร่วมมือ
และสนใจซักถามแลกเปลีย่ นความคิดเห็นระหว่างทากิจกรรม
หลังสิน
้ สุดโครงการ
1. ประเมินความรูห ้ ลังให้ความรูจ้ ากการจัดอบรม โดยให้ทาแบบสัมภาษณ์
โดยสามารถตอบคาถามได้มากกว่า 70 %
2. ผูท ้ ท
ี่ าแบบประเมินผลความพึงพอใจในการเข้าร่วมโครงการ
โดยการแจกแบบสอบถามกับผูเ้ ข้าร่วมกิจกรรมทัง้ หมดร้อยละ 90
มีความพึงพอใจระดับมาก

กิจกรรมที่ 2 ออกกาลังกาย ช่วยผ่อนคลาย ร่างกาย จิตใจเรา

วัตถุประสงค์
1. เพือ
่ ให้ผป ู้ ่ วยเบาหวานมีความรูเ้ กีย่ วกับวิธีการเตรียมความพร้อมในการออกกาลัง
กาย
2. เ พื่ อ ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย เ บ า ห ว า น ต ร ะ ห นั ก ใ น ก า ร เ กิ ด ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น
ก่อนออกกาลังกายและหลังออกกาลังกาย
3. เพือ่ ส่งเสริมให้ผป ู้ ่ วยติดเตียงมีการฟื้ นฟูสภาพร่างกายตนเองให้ดข ึ้
ี น

กิจกรรม
1. ให้ความรูผ้ ป ู้ ่ วยโดยการแนะนาวิธีการการออกกาลังกายทีเ่ หมาะสมแก่ผป
ู้ ่ วยทีส
่ า
มารถอออกกาลังกายได้ดว้ ยตนเองและผูป ้ ่ วยทีน
่ อนติดเตียง
2. ให้ความรูผ
้ ปู้ ่ วยเกีย่ วกับภาวะแทรกซ้อนขณะออกกาลังกาย

วิธีดาเนินการ
ขัน้ เตรียมการ
1. ข อ ค ว า ม ร่ ว ม มื อ จ า ก อ ส ม .ใ น ก า ร ป ร ะ ช า สั ม พั น ธ์
และเชิญชวนกลุม ่ ผูป
้ ่ วยเบาหวานเข้าร่วมกิจกรรมผ่านทางหอกระจายข่าวของหมู่
บ้านขามเปี้ ย ม.5
2. นั ก ศึ ก ษ า ตั้ ง เ ป้ า ห ม า ย ใ น ก า ร อ อ ก ก า ลั ง ก า ย
ผู้ ป่ ว ย เ บ า ห ว า น ทุ ก ค น ค ว ร ไ ด้ รั บ ค า แ น ะ น า เ รื่ อ ง ก า ร อ อ ก ก า ลั ง ก า ย
โดยตัง้ เป้ าหมายในการออกกาลังกายร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์หรือ รพสต.
3. ให้ความรูผ ้ แ
ู้ ก่ดูแลผูป
้ ่ วยนอนติดเตียงในการบริหารร่างกายได้อย่างถูกต้องและถู
กวิธี
4. ประเมินความพร้อมก่อนการออกกาลังกาย
4.1 ด้านร่างกาย เช่น ไม่มีอาการ มือสั่น ใจสั่น เหงือ ่ ออก ตัวเย็น หน้ามืด
เวียนศีรษะ เป็ นไข้ ปวดข้อ หรือมีอาการเจ็บป่ วยเฉี ยบพลัน
4.2 ด้ า น จิ ต ใ จ เ ช่ น ไ ม่ มี ค ว า ม เ ค รี ย ด ห รื อ ค ว า ม วิ ต ก กั ง ว ล
ไม่มีอาการซึมเศร้า
4.3 ส ว ม เ สื้ อ ผ้ า ที่ เ ห ม า ะ กั บ ส ภ า พ อ า ก า ศ
ถ้ า อ า ก า ศ ร้ อ น ค ว ร ส ว ม เ สื้ อ ผ้ า บ า ง ส บ า ย เ ช่ น
ผ้ า ฝ้ า ย เ พ ร า ะ ช่ ว ย ร ะ บ า ย ค ว า ม ร้ อ น ไ ด้ ดี
ถ้ า อ า ก า ศ ห น า ว ค ว ร ใ ส่ เ สื้ อ ผ้ า ที่ ใ ห้ ค ว า ม อ บ อุ่ น เ พี ย ง พ อ
แต่ตอ ้ งไม่รม ุ่ ร่ามจนทาให้สะดุดล้ม
4.4 ส ว ม ร อ ง เ ท้ า ที่ เ ห ม า ะ ส ม กั บ เ ท้ า มี ส า ย รั ด ใ ห้ ก ร ะ ชั บ
ถ้ า เ ลื อ ก อ อ ก ก า ลั ง ก า ย ที่ ต้ อ ง วิ่ ง ห รื อ เ ดิ น ม า ก
ต้ อ ง พิ ถี พิ ถั น ใ น ก า ร เ ลื อ ก ร อ ง เ ท้ า เ ป็ น พิ เ ศ ษ
โ ด ย เ ฉ พ า ะ ผู้ ที่ เ ป็ น เ บ า ห ว า น ซึ่ ง เ สี่ ย ง ต่ อ ก า ร เ ป็ น แ ผ ล เ รื้ อ รั ง ที่ เ ท้ า
พื้นรองเท้าต้องนุ่มและยืดหยุน ่ ดี ไม่รดั หรือกัด
4. 5 ป ร ะ เ มิ น ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น ที่ ป ร ะ ส า ท ส่ ว น ป ล า ย จ า ก เ บ า ห ว า น
(peripheral neuropathy)
ผู้ ป่ ว ย ที่ มี โ ร ค แ ท ร ก ซ้ อ น ที่ ป ร ะ ส า ท ส่ ว น ป ล า ย จ า ก เ บ า ห ว า น แ ล ะ ไ ม่ มี
แ ผ ล ที่ เ ท้ า แ น ะ น า า ใ ห้ อ อ ก ก า า ลั ง ก า ย แ บ บ moderate weight-bearing
exercise
การเดินทีค ่ วามเร็วระดับปานกลางไม่ทาให้โอกาสการเกิดแผลเพิม ้ นอกจากนี้
่ ขึน
ควรสวมใส่รองเท้าทีเ่ หมาะสมและตรวจเท้าด้วยตนเองเป็ นประจา
4.6 ระบบประสาทอัตโนมัตผ ิ ด
ิ ปกติ (autonomic neuropathy)
ผู้ ป่ ว ย ที่ มี ร ะ บ บ ป ร ะ ส า ท อั ต โ น มั ติ ผิ ด ป ก ติ
ควรออกกาลังกายในระดับและระมัดระวังการเปลีย่ นท่าทางอย่างรวดเร็วโดยเฉพ
าะเวลาลุกนั่งหรือยืนผูป ้ ่ วยควรได้รบ ั การทดสอบ
4.7 จอประสาทตาผิดปกติจากเบาหวาน (diabetic retinopathy)
ผูป้ ่ วยทีม
่ ีจอประสาทตาผิดปกติทม ี่ ีสาเหตุมาจากเบาหวานประเภท severe non-
proliferative diabetic retinopathy (NPDR),proliferative diabetic
retinopathy(PDR) ห รื อ macular degeneration
ไ ม่ ค ว ร อ อ ก ก า ลัง ก า ย ที่ เ พิ่ ม ค ว า ม ดัน ใ น ลู ก ต า ( intraocular pressure)
และเพิม ่ ความเสีย่ งต่อการเกิดเลือดออกในจอตา (retinal hemorrhage)
5. ประเมินหลังการออกกาลังกาย
5.1 มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ
5.2 มีอาการเจ็บแน่ นหน้าอก หายใจไม่สะดวก

ขัน้ ดาเนินการ
1. เตรียมความพร้อมก่อนการออกกาลังกาย ดังนี้
การแต่งกาย
แนะน าเรื่อ งการแต่ง กายที่เ หมาะสม สวมใส่เ สื้ อ ผ้า ที่ช่ ว ยระบายอากาศได้ดี
ผู้ป่ วยควรสวมใส่ร องเท้า ที่เ หมาะสม ส าหรับ การออกก าลัง กายแต่ล ะประเภท
นอก จาก นี้ ควรใช้ ถุ งเท้ า ที่ ไ ม่ ห นา ไม่ ร ั ด แน่ นจนเกิ น ไป สวมใส่ ส บาย
เ พื่ อ ป้ อ ง กั น ก า ร เ กิ ด แ ผ ล ที่ เ ท้ า
โดยเฉพาะผูป ้ ่ วยทีม ่ ีโรคแทรกซ้อนทีป ่ ระสาทส่วนปลายจากเบาหวาน
การอบอุน ่ ร่างกาย
การ warm-up หรื อ การอบอุ่ น ร่ า งกาย 5-10 นาที ก่ อ นการออกก าลัง กาย
ช่ ว ย ใ ห้ ก า ร ไ ห ล เ วี ย น โ ล หิ ต ดี ขึ้ น ช่ ว ย เ พิ่ ม ค ว า ม ยื ดห ยุ่ น ข อ ง ก ล้ า ม เ นื้ อ
ผ่ อ น ค ล า ย ค ว า ม ตึ ง เ ค รี ย ด ป้ อ ง กั น แ ล ะ ล ด ก า ร บ า ด เ จ็ บ ที่ อ า จ เ กิ ด ขึ้ น
สาหรับผูป ้ ่ วยเบาหวาน อาจพบมีปญ ั หาของระบบการไหลเวียนโลหิต ซึ่งเกิดจาก
ภาวะที่ ห ลอดเลื อ ดท างานได้ ไ ม่ ดี หรื อ มี ภ าวะที่ ห ลอดเลื อ ดแดงแ ข็ ง ตัว
( atherosclerosis) ก า ร warm-up จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ เ ลื อ ด ไ ห ล เ วี ย น ดี ขึ้ น จ า ก
ก า ร ข ย า ย ตั ว ข อ ง ห ล อ ด เ ลื อ ด บ ริ เ ว ณ ก ล้ า ม เ นื้ อ ก า ร cool-down
ห รื อ ร ะ ย ะ ค ล า ย อุ่ น ห ลั ง ก า ร อ อ ก ก า ลั ง ก า ย เ ป็ น สิ่ ง จ า เ ป็ น
เ พื่ อ ป รั บ ใ ห้ อุ ณ ห ภู มิ ข อ ง ร่ า ง ก า ย ค่ อ ย ๆ ล ด ล ง เ ป็ น ป ก ติ
ก ร ะ ตุ้ น ใ ห้ เ ลื อ ด ต าม ส่ ว น ต่ า ง ๆ ข อ ง ก ล้ า ม เ นื้ อ ไ ห ล ก ลับ สู่ ห ัว ใจ ไ ด้ ดี ขึ้ น
ลดการเกิด ความดัน โลหิต ต่ า หลัง ออกก าลัง กาย ลดการบาดเจ็ บ และการปวด
กล้ามเนื้อ
ออกกาลังกายแบบแอโรบิก
การออกก าลังกายแบบแอโรบิก จะท าให้ห วั ใจเต้นเร็ วขึ้นและหายใจลาบากขึ้น
ควรออกกาลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 30 นาทีตอ ่ วัน เกือบทุกวันของสัปดาห์
ไ ม่ จ า เ ป็ น ต้ อ ง อ อ ก ก า ลั ง ก า ย ทั้ ง ห ม ด ใ น ค รั้ ง เ ดี ย ว
แ ต่ ส า ม า ร ถ แ บ่ ง ร ะ ย ะ เ ว ล า ข อ ง ก า ร อ อ ก ก า ลั ง ก า ย ต ล อ ด ทั้ ง วั น ไ ด้
โดยมีเป้ าหมายรวมคืออย่างน้อย 30 นาทีตอ ่ วัน
แ น ะ น า ใ ห้ อ อ ก ก า ลั ง ก า ย ร ะ ดับ ป า น ก ล า ง ขึ้ น ไ ป เ ช่ น แ บ บ ใ ช้ แ ร ง ต้ า น
การบริหารกล้ามเนื้อด้วยยางยืด
เริม
่ ท่าที่ 1 หายใจเข้าออกช้าๆ 10 ครัง้ เพือ
่ การฝึ กสมาธิและการหายใจ

ท่าที่ 2
ยืดกล้ามเนื้อสะบะและกล้ามเนื้อไหล่ เอามือประสานกันทีต
่ รงกลางอก
แล้วยืดออกไปตรงๆ พร้อมกับดันแขนไปให้สุด แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย

หลังจากนัน
้ ดึงแขนกลับเข้ามา นามาไว้ทีต
่ รงกลางลาตัวระดับอก
แล้วแยกแขนออกแบะไหล่ออกมาเล็กน้อยปล่อยแขนทิง้ ลงไป ทา 10 ครัง้
ท่า ที่ 3 การยืดและส่งเสริมการแข็งแรงของกล้ามเนื้ อลาตัว ยกแขนทัง้ 2
ข้า งขึ้น หายใจเข้า ลึก ๆ ช้ า ๆ พร้อ มทั้ง หัน ตัว หรื อ บิด ตัว ไปทางด้า นซ้ า ยให้ สุ ด
ห ลั ง จ า ก นั้ น ห า ย ใ จ อ อ ก แ ล้ ว หั น ม า ต ร ง ก ล า ง ห า ย ใ จ เ ข้ า อี ก ค รั้ ง ห นึ่ ง
แล้วหันไปทางด้านขวา หายใจออกแล้วหันลาตัวมาตรงกลาง ทา 10 ครัง้

ท่ า ที่ 4. ยื ด กล้ า มเนื้ อ รอบหัว ไหล่ เพื่ อ ป้ องกัน การไหล่ ติ ด ด้ ว ย หายใจเข้ า


ยื่ น มื อ ขึ้ น สู ง ออกไปด้ า นหน้ า ท ามื อ เหมื อ นหยิ บ สิ่ ง ของ และหายใจเข้ า
ทาแบบเดิมแต่หน ั ตัวไปหยิบทางด้านหลัง ท่านี้ทาทัง้ หมด 10 ครัง้
สถานที่
ศาลากลางหมูบ ่ า้ นและบ้านของผูป ้ ่ วยติดเตียง
ส า ห รั บ ผู้ ป่ ว ย น อ น ติ ด เ ตี ย ง ค ว ร อ อ ก ก า ลั ง ก า ย ทุ ก วั น
โ ด ย เ ต รี ย ม ห ม อ น ร อ ง ค อ
ที่นอนไม่แ ข็ งจนเกินไปโดยควรจัด หาผ้าห่ม นวมมารองในขณะออกก าลังกาย
และสถานทีก ่ ว้างขวางมากพอทีผ ่ ช ู้ ว่ ยดูแลสามารถทากายภาพได้อย่างเต็มที่
2. แนะนาโปรแกรมการออกกาลังกายให้ผป ู้ ่ วย
ความถี่ (Frequency)
แนะน าให้ ผู้ป่ วยเบาหวานออกก าลัง กายอย่า งน้ อ ย 3-5 วัน ต่อ สัป ดาห์
้ อยูก
ขึน ่ บั ระดับความแรงของการ
ออกก าลัง กาย และหยุ ด ติ ด ต่ อ กัน ไม่ เ กิ น 2 วัน ส าหรับ ผู้ ป่ วยนอนติ ด เตี ย ง
ควรทาซา้ ทุกวัน ท่าละ 10 ครัง้ /Set และควรทา 3 Set/วัน
ความแรง (Intensity)
แ น ะ น า ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย ทุ ก ค น อ อ ก ก า ลั ง ก า ย อ ย่ า ง น้ อ ย ใ น ร ะ ดั บ เ บ า
และเพิม ่ จนถึงระดับปานกลาง ในกรณีที่
ไม่มีขอ ้ ห้าม
ระยะเวลา(Time)
แนะน าให้ ผู้ ป่ วย ออกก า ลัง ก าย แบบแอโรบิ ค 150 นาที ต่ อ สัป ดาห์ ส า
ห รั บ ก า ร อ อ ก ก า ลั ง ก า ย ร ะ ดั บ ป า น ก ล า ง ห รื อ 9 0
นาทีต่อ สัป ดาห์ ส าหรับ การออกก าลังกายระดับ หนัก อย่างน้ อ ย 3 วันต่อ สัป ดาห์
แ ล ะ ไ ม่ ห ยุ ด อ อ ก ก า ลั ง ก า ย ติ ด ต่ อ กั น เ กิ น 2 วั น - แ น ะ น า
ให้ ผู้ ป่ วยออกก าลัง กายแบบใช้ แ รงต้ า นในระดับ ปานกลาง อย่ า งน้ อ ย 3
วันต่อสัปดาห์
ชนิดของการออกกาลังกาย(Type)
แนะน าให้ ผู้ ป่ วยออกก าลัง กายแบบแอโรบิ ค และแบบใช้ แ รงต้ า นร่ ว มกัน
ให้ผปู้ ่ วยออกกาลังกาย และให้ผป ู้ ่ วยยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกาลังกาย
สาหรับผูป้ ่ วยนอนติดเตียง
ดูแลต้องเคลือ
่ นไหวอย่างช้าๆ และควรทาซา้ ทุกวัน ท่าละ 10 ครัง้ /Set
และควรทา 3 Set/วัน

ท่าที่ 1 ยกแขนขึน ้ -ลง:จับบริเวณข้อศอก และข้อมือของผูป ้


้ ่ วยให้หงายขึน
ยกขึน้ ตรงๆ ตามแนวระนาบข้างลาตัวเป็ นจังหวะช้าๆ
้ ให้สุดจนถึงขนานกับหู แล้วเอาลงช้าๆเป็ นจังหวะ
ยกขึน

ท่าที่ 2 กาง-หุบแขน: จับบริเวณข้อศอก


และข้อมือของผูป ้ ่ วยพร้อมกางแขนออกมาด้านข้าง
ค่อยๆงอข้อศอกและเหยียดแขนขึน ้ ชิดศีรษะ
แล้วจึงงอข้อศอกกลับมาในทิศทางเดิม

ท่าที่ 3 หมุนข้อไหล่ เข้า-ออก: จับบริเวณข้อศอก


และข้อมือของผูป
้ ่ วยพร้อมกางแขนออกมาด้านข้างตัง้ เป็ นมุมฉาก 90 องศา
ดันแขนผูป ้ ่ วยลงด้านบน 10 ครัง้ และดันลงด้านล่าง 10 ครัง้

ท่าที่ 4 งอ-เหยียดข้อศอก: วางแขนของผูป ้


้ ่ วยแนบลาตัว แล้วหงายฝ่ ามือขึน
งอข้อศอกขึน้ จนมือแตะไหล่ผป
ู้ ่ วย แล้วจึงเหยียดออกช้าๆ
ท่าที่ 5 กระดกข้อมือขึน ้ -ลง / ซ้าย-ขวา:
จับบริเวณข้อมือของผูป ้ ่ วยเเล้วกระดกมือขึน ้ -ลง 10 ครัง้
เเล้วจึงจับมือบิดไปทางซ้าย-ขวา 10 ครัง้

ท่าที่ 6 งอข้อนิ้วมือ: กามือผูป ้ ่ วย และกางออก 10 ครัง้ :


พับนิ้วของผูป้ ่ วยทีละนิ้วเรียงกันไป 10 ครัง้

จับนิ้วหัวแม่มือ เเล้วอีกข้างจับนิ้วทีเ่ หลิอมาแตะที น
่ ิ้วหัวแม่มือทีละนิ้ว 10 ครัง้

ท่าที่ 7 กางนิ้วมือ กางนิ้วมือผูป


้ ่ วยเข้า-ออก 10 ครัง้

้ เเล้ววางตัง้ ไขว้กบ
ท่าที่ 8 งอ-เหยียดข้อสะโพก: ยกขาขึน ั ขาอีกข้าง
ค่อยๆกดน้าหนักลงจนตึง จึงคลายออก ทาด้านละ 10 ครัง้
ท่าที่ 9 งอ-เหยียดข้อสะโพก: จับบริเวณข้อเท้า และ ข้อเข่าด้านล่าง
้ เป็ นมุมฉาก ทาข้างละ 10 ครัง้
เเล้วยกขาขึน

้ เล็กน้อย
ท่าที่ 10 กาง-หุบข้อสะโพก: จับบริเวณข้อเท้า และข้อเข่า ยกขาขึน
เเล้วกางออกด้านข้าง 45 องศาเเล้วหุบเข้า ข้างละ 10 ครัง้

ท่าที่ 11 กระดกข้อเท้าขึน ้ -ลง / ซ้าย-ขวา: ช้อนส้นเท้า และจับบริเวณหน้าแข้ง


ยกส้นเท้าขึน้ จนรูส้ ก
ึ ตึงค้างไว้ 10 วินาที เเล้วจึงเอาลง ทาข้างละ 10 ครัง้
หลังจากนัน
้ บิดข้อเท้าไปทางซ้าย และขวาสลับกัน 10 ครัง้

้ -ลง / กาง-หุบ: กดปลายนิ้วเท้าขึน


ท่าที่ 12 กระดกนิ้วเท้าขึน ้ -ลง สลับกัน 10 ครัง้
กางนิ้วเท้าให้รสู้ ก
ึ ตึงเเล้วหุบ ข้างละ 10 ครัง้

3. ระวังอาการขณะออกกาลังกาย
ควรแนะนาผูป ้ ่ วยถึงอาการทีค
่ วรระวังขณะหรือหลังการออกกาลังกาย ดังนี้
-ความดันโลหิตลดลงจากความดันปกติขณะพัก > 10 มม.ปรอท
- หลังออกกาลังกายSBP > 250 มม.ปรอท และ/หรือ DBP >115 มม.ปรอท
- รูส้ ก ึ ไม่สบาย หรือมีไข้
- เวียนศีรษะ มึนงง
- คลืน ่ ไส้อาเจียน
- แน่ นหรือเจ็บหน้าอก
-หายใจไม่สะดวก
-หัวใจเต้นผิดปกติ
-รูส้ ก ึ อ่อนแรงผิดปกติ
ถ้ า มี อ า ก า ร ผิ ด ป ก ติ เ ห ล่ า นี้ ใ น ข ณ ะ ที่ อ อ ก ก า ลัง ก า ย ค ว ร แ น ะ น า
ให้ผป ู้ ่ วยหยุดออกกาลังกายและนั่งพัก
ในก รณี ที่ มี อ าก ารแน่ นหรื อ เจ็ บหน้ าอก ให้ อ มย าใต้ ลิ้ น ถ้ า มึ น งงศี ร ษะ
ให้น่ งั พัก ก้ม ศี ร ษะให้อ ยู่ร ะหว่ า งเข่า ทั้ง สองข้า งหรื อ นอนพัก ยกขาสู ง แนะน า
ให้ผป ู้ ่ วยพบและปรึกษาแพทย์โดยแพทย์ควรทาการประเมินหาสาเหตุวน ิ ิจฉัยแล
ะดูแลรักษาตามความเหมาะสม
ประเมินผลการดาเนินงาน
ระหว่างดาเนินการ
1. สังเกตความสนใจของผูร้ ว่ มโครงการ
2. ประเมิ น อาการระหว่ า งออกก าลัง กายว่ า มี ภ าวะแทรกซ้ อ นหรื อ ไม่ เช่ น -
เวียนศีรษะ มึนงง – คลืน ่ ไส้อาเจียน
– แ น่ น ห รื อ เ จ็ บ ห น้ า อ ก –ห า ย ใ จ ไ ม่ ส ะ ด ว ก –หั ว ใ จ เ ต้ น ผิ ด ป ก ติ -
รูส้ กึ อ่อนแรงผิดปกติ
3. หลัง การออกก าลัง กาย ควรตรวจระดับ น้ า ตาลในเลื อ ดหลัง การออกก าลัง กาย
รวมถึงช่วงกลางคืน โดยเฉพาะในผู้ที่เริ่มออกกาลังกาย - เพิ่ม calorie intake
โ ด ย ก า ร รั บ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร ห ลั ง ก า ร อ อ ก ก า ลั ง ก า ย 1 2 - 2 4 ชั่ ว โ ม ง
ขึน ้ อยูก ่ บั ระดับความแรงและระยะเวลาในการออกกาลังกาย
หลังดาเนินการ
1. ใช้แบบสัมภาษณ์ ความรูค ้ วามเข้าใจเกีย่ วกับการเตรียมความพร้อมก่อนการออก
กาลังกาย โปรแกรมการออกกาลังกายและการระวังอาการขณะออกกาลังกาย
2. ความพึงพอใจของผูร้ ว่ มกิจกรรม
3. ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ
ผูร้ บ ั ผิดชอบ
1. นางสาววิจต ิ ตรา กาบบัวลอย 593060236-0
2. นางสาววิภาดา เหลืองอร่าม 593060237-8
3. นาย ศุภกร ไกรยรัตน์ 593060238-6
กิจกรรมที่ 3 ให้ความรูผ
้ ป
ู้ ่ วยโรคเบาหวานและผูด
้ ูแลโดยการลงพื้นทีเ่ ชิงรุก

วัตถุประสงค์
5. เพือ ่ ให้ผป ู้ ่ วยเบาหวานทีไ่ ม่สามารถเดินทางมาร่วมกิจกรรมได้
มีความรูเ้ กีย่ วกับการดูแลตนเองทีถ ่ ูกต้อง
6. เพือ ่ ให้ผป ู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด ้ แ ู ล มีความรูเ้ กีย่ วกับสาเหตุ
อาการของโรคเบาหวาน
และการดูแลตนเองเพือ ่ ให้เกิดการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
7. เพือ ่ ให้ผปู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด ้ แ ู ล
มีความรูเ้ รือ ่ งภาวะแทรกซ้อนทีเ่ กิดจากโรคเบาหวาน
และแนวทางการป้ องกัน
8. เพือ ่ ให้ผป
ู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด ้ แ ู ล มีความรูเ้ กีย่ วกับยา
ทีใ่ ช้รกั ษาโรคเบาหวาน และสามารถนาความรูท ้ ใี่ ห้ไปใช้ในชีวต
ิ ประจาวัน
เพือ ่ ลดภาวะแทรกซ้อนทีจ่ ะเกิดขึน ้ จากการใช้ยาทีไ่ ม่ถูกต้อง
9. เ พื่ อ ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย โ ร ค เ บ า ห ว า น ผู้ ดู แ ล
มี ค ว า ม รู ้ เ กี่ ย ว กั บ อ า ห า ร ที่ เ ห ม า ะ ส ม กั บ โ ร ค เ บ า ห ว า น
และสามารถนาความรูท ้ ีใ่ ห้ไปประยุกต์ใช้กบ ั การประกอบอาหารในชีวต ิ ปร
ะจาวัน เพือ ่ ลดภาวะแทรกซ้อนทีจ่ ะเกิดขึน ้ จากโรคเบาหวาน
กิจกรรม
4. สร้างสัมพันธภาพกับผูป ้ ่ วยโรคเบาหวานและผูแ ้ ล
เพือ
่ ให้เกิดความไว้วางใจ
5. ให้ความรูโ้ ดยการแนะนาผูป ้ ่ วยโรคเบาหวานและผูด ้ แ
ู ล ดังนี้
- สาเหตุ และอาการของโรคเบาหวาน
- การดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
เพือ ่ ป้ องกันภาวะแทรกซ้อนทีเ่ กิดจากโรคเบาหวาน
- การรับประทานยาเบาหวานทีถ ่ ูกต้อง
- การเลือกรับประทานอาหารทีเ่ หมาะสมตามหลักการอาหารแลกเป
ลีย่ นโรคเบาหวาน

วิธีดาเนินการ
ขัน
้ เตรียมการ
6. สมาชิกในกลุม ่ สารวจข้อมูลผูป ้ ่ วยโรคเบาหวานทีไ่ ม่สามารถมารถมาร่วมกิ
จกรรมได้
7. สมาชิกในกลุม ่ ศึกษาหาความรู ้ โดยการค้นคว้าข้อมูลเกีย่ วกับสาเหตุ
อาการ ภาวะแทรกซ้อน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
ทัง้ การรับประทานยา และอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
8. สมาชิกในกลุม ่ ร่วมกันออกแบบกิจกรรมทีจ่ ะนาไปให้ความรูก ้ บ
ั ผูป
้ ่ วยโรคเ
บาหวาน ผูด ้ แ
ู ล
9. ปรึกษาอาจารย์นิเทศประจากลุม ่ ในการนาเสนอเนื้อหาของข้อมูลการทากิจ
กรรม
10. สมาชิกในกลุม ่ จัดทาสือ่ โดยมีรูปแบบการให้ความรูโ้ ดย
- การจัดทาบอร์ด เกีย่ วกับเรือ ่ งสาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ น พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
ทัง้ การรับประทานยา และอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
- เตรียมข้อมูล และซ้อมการนาเสนอ
เพือ ่ ให้คาแนะนากับผูป ้ ่ วยเบาหวานและผูด ้ แ
ู ล
- จัดทาเทปบันทึกเสียง เกีย่ วกับเรือ ่ งสาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
ทัง้ การรับประทานยา และอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
5. ติดต่อประสานงานกับผูน ้ าหมูบ
่ า้ น ประชาสัมพันธ์เพือ่ ลงพื้นทีเ่ ชิงรุก
ให้ความรูใ้ นผูป
้ ่ วยโรคเบาหวาน และผูด ้ แ
ู ล ทีไ่ ม่สามารถมาร่วมกิจกรรมได้
ขัน
้ ดาเนินการ
9. ประชาสัมพันธ์ให้ผป ู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด ้ ูแลทีไ่ ม่สามรถมาร่วมกิจกรรมได้
รับรูว้ า่ จะมีนกั ศึกษาพยาบาล
มหาวิทยาลัยขอนแก่นมาให้ความรูเ้ กีย่ วกับการดูแลตนเองในผูป ้ ่ วยเบาหวา

10. สร้างสัมพันธภาพกับผูป ้ ่ วยเบาหวานและผูด ้ แ
ู ล
11. จัดบอร์ดให้ความรูเ้ รือ ่ งสาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
ทัง้ การรับประทานยา และอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
ทีศ
่ าลากลางหมูบ ่ า้ น
12. ทดสอบความรูผ ้ ป
ู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด ้ แ
ู ล
และอสม.ก่อนให้ความรูจ้ ากการจัดอบรม
โดยให้ทาแบบสัมภาษณ์ ความรูท ้ ่วั ไปเกีย่ วกับโรคเบาหวานในวันทีอ
่ อกสาร
วจผูป ้ ่ วยเบาหวาน
13. ให้ความรูโ้ ดยการให้คาแนะนาเรือ ่ งสาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
ทัง้ การรับประทานยา และอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน
ทีบ ่ า้ น โดยมีรายละเอียด ดังนี้
13.1 สาเหตุ อาการ และภาวะแทรกซ้อน
โรคเบาหวาน เป็ นภาวะทีร่ า่ งกายขาดอินซูลน
ิ หรือนาอินซูลน ิ ไปใช้ไม่ได้
มีผลทาให้เกิดภาวะผิดปกติของการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน
ทาให้น้าตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึง่ ก่อให้เกิดการเปลีย่ นแปลงในระบบต่างๆ
ของร่างกายคือ เกิดภาวะแทรกซ้อนเฉี ยบพลัน เช่น ภาวะน้าตาลในเลือดสูง
ภาวะน้าตาลในเลือดต่าและภาวะกรดจากสารคีโตนคั่งในเลือดและเกิดภาวะแทร
กซ้อนเรื้อรัง เช่น ภาวะหลอดเลือดตีบแข็ง ความดันโลหิตสูง จอประสาทตาเสื่อม
ไตวาย เป็ นแผลเรื้อรังและติดเชื้อง่าย เป็ นต้น
ฉะนัน
้ ถ้าเราสามารถควบคุมโรคเบาหวานได้ดว้ ยการดูแลตนเองโดยการควบคุม
อาหาร การออกกาลังกาย การใช้ยาควบคุมและการปฏิบตั ต ิ วั อย่างเหมาะสม
สามารถลดภาวะแทรกซ้อนได้ (เทพ หิมะทองคา, และคณ, 2544)
1) ประเภทเฉี ยบพลัน ได้แก่
1.1) ภาวะน้าตาลในเลือดต่า มักจะพบในผูป ้ ่ วยทีก
่ น
ิ ยาหรือฉี ดยาสม่าเสมอ
อ า จ มี ก า ร ใ ช้ ย า เ กิ น ข น า ด ห รื อ อ ด อ า ห า ร ห รื อ กิ น ข้ า ว ผิ ด เ ว ล า
ห รื อ มี อ า ก า ร อ อ ก แ ร ง ก า ย ม า ก ก ว่ า ป ก ติ
นอก จาก นี้ ยัง อ าจ เกิ ด จ าก สา เหตุ ร ้ า ย แ ร ง ได้ แ ก่ ภาวะคี โ ตแอซิ ส โ ด ซี ส
( Ketoacidosis)
พบเฉพาะในผู้ป่ วยที่เ ป็ นเบาหวานชนิ ด พึ่งอินซู ลินที่ข าดการฉี ด อินซู ลินนานๆ
หรื อ พบในภาวะติด เชื้ อ หรื อ ได้รบ ั บาดเจ็ บ ซึ่งร่า งกายต้อ งการอินซู ลินมากขึ้น
ร่างกายจะมีการเผาผลาญไขมันแทนน้าตาลทาให้เกิดการคั่งของสารคีโตนในเลือ
ด จนเกิ ด ภาวะเลื อ ดเป็ นกรดเรี ย กว่ า diabetic ketoacidosis หรื อ DKA
ผู้ ป่ วยจะมี อ าการคลื่ น ไส้ อ าเจี ย น กระหายน้ า อย่ า งมาก หายใจหอบลึ ก
แ ล ะ ล ม ห า ย ใ จ มี ก ลิ่ น ห อ ม ( ก ลิ่ น ข อ ง ส า ร คี โ ต น ) มี ไ ข้ ก ร ะ ว น ก ร ะ ว า ย
มี ภ าวะขาดน้ า รุ น แรง (ตาโบ๋ หนัง เหี่ ย ว ความดัน โลหิ ต ต่ า ชี พ จรเบาเร็ ว )
อาจมี อ าการปวดท้ อ ง ท้ อ งเดิ น ผู้ ป่ วยจะซึ ม ลงเรื่ อ ย ๆ จนกระทั่ง หมดสติ
หากรักษาไม่ทน ั อาจตายได้ และอาจรูส ้ ึกอ่อนเพลีย ง่วงนอน และหิวในช่วงเช้า
เ พ ร า ะ ร่ า ง ก า ย ข อ ง อ ยู่ ช่ ว ง ที่ มี ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า
(เนื่องจากร่างกายได้เผาผลาญน้าตาลทีเ่ หลืออยูห ่ มดไปในช่วงกลางคืน ทีน ่ อนหลั
บ) และเมื่อ ได้ร บ ั ประทานอาหารมื้ อ แรกในวัน นั้น ๆ เข้า ไป ท าให้รู ้สึก มี แ รง
กระปรี้กระเปร่า พร้อมทีจ่ ะทางานหรือทากิจกรรมต่าง ๆ
ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ข อ ง ค น ป ก ติ จ ะ อ ยู่ ที่ 70-100 mg/dL
แ ต่ เ มื่ อ ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า ก ว่ า 70 mg/dL ล ง ไ ป
แสดงว่าร่างกายกาลังอยูใ่ นช่วงภาวะน้าตาลในเลือดต่า

สาเหตุของการเกิดภาวะน้าตาลในเลือดต่า
ก า ร เ กิ ด ภ า ว ะ น า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า ส า ม า ร ถ เ กิ ด ไ ด้ จ า ก ห ล า ย ปั จ จัย
โดยมีปจั จัยให้เกิดดังต่อไปนี้
6. ไ ด้ รั บ ย า รั ก ษ า โ ร ค เ บ า ห ว า น ที่ ม า ก เ กิ น ไ ป
จ น ส่ ง ผ ล ใ ห้ ร่ า ง ก า ย มี ก า ร ผ ลิ ต อิ น ซู ลิ น ใ น ป ริ ม า ณ ที่ ม า ก ขึ้ น
จึ ง ท า ใ ห้ น้ า ต า ล ถู ก เ ผ า ผ ล า ญ ไ ป ใ น ป ริ ม า ณ ที่ ม า ก ก ว่ า ป ก ติ
เป็ นเหตุให้ระดับน้าตาลในเลือดต่าลง
7. ซื้ อ อาหารเสริ ม หรื อ สมุ น ไพรต่า ง ๆ มาทานเองโดยไม่ ป รึ ก ษาแพทย์
อาหารเสริมและสมุนไพรบางชนิด มีสว่ นทีท ่ าให้ระดับน้าตาลในเลือดต่าลง
เช่น ฟ้ าทะลายโจร เป็ นต้น
8. มี ก า ร อ ด อ า ห า ร ห รื อ ท า น อ า ห า ร น้ อ ย ก ว่ า ที่ ค ว ร จ ะ เ ป็ น
โดยเกิ ด จากความต้อ งการลดน้ า หนัก ซึ่ ง จากการอดอาหารมากเกิน ไป
จึงทาให้เกิดภาวะน้าตาลในเลือดต่าลงอย่างรวดเร็ว
9. อ อ ก ก า ลั ง ก า ย ม า ก เ กิ น ก ว่ า ป ก ติ คื อ ม า ก ก ว่ า 2 ชั่ ว โ ม ง ขึ้ น ไ ป
แ ล ะ ไ ม่ ไ ด้ ดื่ ม น้ า ห รื อ จิ บ เ ก ลื อ แ ร่ เ ล ย ร ะ ห ว่ า ง อ อ ก ก า ลั ง ก า ย
จนเป็ นผลให้ระดับน้าตาลในเลือดลดต่าลงได้
10. สู บ บุ ห รี่ แ ล ะ ดื่ ม แ อ ล ก อ ฮ อ ล์
ก า ร สู บ บุ ห รี่ แ ล ะ ดื่ ม เ ค รื่ อ ง ดื่ ม ที่ มี แ อ ล ก อ ฮ อ ล์
สิ่ ง นี้ จ ะ เ ข้ า ไ ป ขั ด ข ว า ง ก า ร เ ผ า ผ ล า ญ น้ า ต า ล
รวมถึงส่งผลให้ไม่สามารถทานอาหารได้ตามปกติ
อ า ก า ร ข อ ง ผู้ ที่ มี ภ า ว ะ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า
เมือ
่ ร่างกายเข้าสูภ ่ าวะระดับน้าตาลในเลือดต่า จะเริม ่ มีอาการแสดงออกมาให้เห็น
คือ
4. รู ้ สึ ก ร้ อ น เ ห งื่ อ อ อ ก ง่ า ย ก ร ะ ว น ก ร ะ ว า ย แ ล ะ มื อ สั่ น
คล้ายกับหิวอยูต ่ ลอดเวลา
5. มี ค ว า ม กั ง ว ล สั บ ส น คิ ด อ ะ ไ ร ไ ม่ อ อ ก
เนื่องจากขาดน้าตาลทีจ่ ะเปลีย่ นเป็ นพลังงานไปเลี้ยงสมองนั่นเอง
6. หั ว ใ จ เ ต้ น แ ร ง แ ล ะ เ ร็ ว รู ้ สึ ก ห วิ ว ๆ ค ล้ า ย จ ะ เ ป็ น ล ม
หน้ามืดได้งา่ ยกว่าปกติ
มีอาการชาตามมือ เท้า และรอบปาก
ถ้าหากร่างกายอยูใ่ นภาวะน้าตาลในเลือดต่าติดต่อกันเป็ นเวลานานจนทาให้สมอง
ขาดกลูโคส จะมีอาการทีร่ ุนแรงขึน ้ คือ
4. ตั ว เ ย็ น ผิ ด ป ก ติ เ พ ร า ะ อุ ณ ห ภู มิ ร่ า ง ก า ย ต่ า ล ง
ซึง่ มีความอันตรายเป็ นอย่างมาก
5. มี พ ฤติก รรมที่เ ปลี่ย นแปลงไป ไม่ค่อ ยตอบสนองต่อ การกระท าใด ๆ
ไม่มีสมาธิ พูดจาไม่รเู ้ รือ ่ ง หลงลืม ง่วงซึมอยูต ่ ลอดเวลา
6. หมดสติ ชัก ถ้ า หากน าตัว ไปรัก ษาไม่ ท น ั อาจเป็ นอัม พฤกษ์ ค รึ่ ง ซี ก
จึงควรรีบไปพบแพทย์ทน ั ทีทม
ี่ ีอาการรุนแรง

การดูแลดูตนเองเพือ ่ ป้ องกันภาวะน้าตาลในเลือดต่า มีดงั ต่อไปนี้


1. แ น ะ น า ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย เ บ า ห ว า น สั ง เ ก ต อ า ก า ร ต น เ อ ง
ขณะทีน ่ ้าตาลในเลือดต่าจะมีอาการ เช่น หิว อ่อนเพลีย มือสั่น ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
กระสับกระส่าย หากมีความรุนแรงมากขึ้นจะมีอาการ สับสน มึนงง ตาพร่ามัว
และหมดสติในทีส ่ ุด
2. ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย เ บ า ห ว า น ดื่ ม น้ า ห ว า น 1 แ ก้ ว ห รื อ ลู ก อ ม 3 ก้ อ น
ผู้ ที่ มี ค ว า ม เ สี่ ย ง ต่ อ ก า ร เ กิ ด อ า ก า ร ดั ง ก ล่ า ว คื อ ผู้ ป่ ว ย เ บ า ห ว า น ที่
รั บ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร ไ ด้ น้ อ ย ห า ลู ก อ ม ห รื อ น้ า ห ว า น ติ ด บ้ า น ไ ว้
เมื่อ ร่า งกายส่ง สัญ ญาณว่า คุณ ก าลัง มี ร ะดับ น้ า ตาลต่ า ตามที่ไ ด้ก ล่า วไปข้า งต้น
ก็ ค ว ร อ ม ลู ก อ ม ร ส ห ว า น ๆ ห รื อ ดื่ ม น้ า ห ว า น
ร ะ ห ว่ า ง นี้ ใ ห้ ห ยุ ด ก า ร รับ ป ร ะ ท า น อ าห า ร ที่ มี โ ปร ตี น แ ล ะ ไ ข มัน ร อ 15
น า ที จ ะ เ ริ่ ม รู ้ สึ ก ว่ า อ า ก า ร ดี ขึ้ น แ ต่ ถ้ า ห า ก ยั ง ไ ม่ ดี
ก็ ใ ห้ ท านของหวานซ้ า เข้ า ไปอี ก ครั้ง และติ ด ตามผลในอี ก 15 นาที ต่ อ มา
ถ้ารูส้ กึ ดีขนึ้ แล้ว ก็สามารถทานอาหารได้ตามปกติ
3. ส่งตัวไปโรงพยาบาลทันที เมือ
่ พบผูป
้ ่ วยทีม
่ ีอาการชัก หรือหมดสติ

วิ ธี ป้ อ ง กั น ภ า ว ะ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า
วิ ธี ป้ อ ง กั น ก า ร เ กิ ด ภ า ว ะ ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า
หลีกเลีย่ งสาเหตุทท ี่ าให้เกิดภาวะน้าตาลในเลือดต่า คือ
5. ใ น ก ร ณี ที่ เ ป็ น โ ร ค เ บ า ห ว า น
ควรใช้ยาตามความเหมาะสมและตามคาแนะนาของแพทย์อย่างเคร่งครัด
หากมีขอ ้ สงสัยให้สอบถามแพทย์ทน ั ที
6. ไ ม่ ค ว ร ซื้ อ อ า ห า ร เ ส ริ ม ห รื อ ส มุ น ไ พ ร ม า ท า น เ อ ง
หากไม่ได้รบ ั ใบสั่งยาจากแพทย์
7. ทานอาหารทีม ่ ีประโยชน์ให้ครบ 3 มื้อต่อวัน
8. อ อ ก ก า ลั ง ก า ย อ ย่ า ง เ ห ม า ะ ส ม วั น ล ะ ไ ม่ เ กิ น 30-90 น า ที
และควรมีวน ั พักเพือ่ ให้รา่ งกายได้ซอ่ มแซมตัวเอง
5. กรณีทม ี่ ีขอ
้ สงสัยใด ๆ ก็ตาม ให้ปรึกษาแพทย์กอ ่ นทุกครัง้
1.2) ภาวะน้าตาลในเลือดสูง (non- ketotic hyperglycemic
hyperosmolarcoma หรือ (NKHHC)
มักพบในผูป ้ ่ วยเบาหวานชนิดไม่พงึ่ อินซูลน ิ ทีเ่ ป็ นโรคโดยไม่รูต
้ วั หรือทีข
่ าดการรั
กษาหรือมีภาวะติดเชื้อรุนแรง (เช่น ปอดอักเสบ, กรวยไตอักเสบ, โลหิตเป็ นพิษ)
หรือมีการใช้ยาบางชนิด (เช่น สเตอรอยด์ ยาขับปัสสาวะ) ร่วมด้วย
ทาให้ระดับน้าตาลในเลือดสูงมากๆ ผูป ้ ่ วยจะเกิดภาวะขาดน้ารุนแรง ซึม เพ้อ ชัก
หมดสติ อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย กระหายน้า
การมีพฤติกรรมในการทานอาหารทีต ่ ดิ รสหวาน
โดยเฉพาะก๋วยเตีย๋ วต้องมีการเติมน้าตาลลงไปในปริมาณมากอยูเ่ สมอ
ในช่วงเวลาว่างก็ตด ิ การดืม ่ กาแฟ น้าอัดลม
รวมถึงเครือ ่ งดืม ่ ชงทีม
่ ีสว่ นผสมของน้าตาล เช่น ชาเขียว และชานม เป็ นต้น
และผลจากการบริโภคอาหารทีม ่ ีน้าตาลเป็ นส่วนประกอบในปริมาณ
จึงทาให้เกิดภาวะค่าน้าตาลในเลือดสูง
ซึง่ ส่งผลให้เกิดการเป็ นโรคเบาหวานในเวลาต่อมา
ถ้าหากไม่มีการลดระดับน้าตาลให้ลงมาอยูใ่ นระดับปกติเป็ นเวลานาน
อาจทาให้โรคเบาหวานมีความรุนแรงขึน ้
จนส่งผลถึงขัน ้ ทาให้เกิดอาการตาบอดได้
สาเหตุของการเกิดภาวะน้าตาลในเลือดสูง
1. ส่ ว น ม า ก แ ล้ ว ผู้ ที่ มี ภ า ว ะ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง
มั ก จ ะ เ กิ ด จ า ก ก า ร เ ป็ น โ ร ค เ บ า ห ว า น เ ป็ น ห ลั ก
เนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลน ิ ได้เพีย งพอต่อการเผาผลาญน้าตาลในเลื
อ ด แ ต่ ส า ห รั บ ค น ทั่ ว ไ ป ก็ มี โ อ ก า ส ที่ จ ะ มี ภ า ว ะ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง ไ ด้
ถ้าหากมีพฤติกรรมในการใช้ชีวต ิ ดังต่อไปนี้
2. ทานอาหารทีม ่ ีน้าตาลและคาร์โบไฮเดรตเป็ นส่วนประกอบมากเกินไป
3. เป็ นโรคเครียด หรือมีภาวะเครียดตลอดเวลา
4. ไม่ชอบ หรือไม่เคยออกกาลังกาย
5. ป่ วยเป็ นโรคเกีย่ วกับตับอ่อน ทาให้รา่ งกายไม่สามารถผลิตอินซูลน ิ ได้
6. ป่ วยเป็ นภาวะต่อมไทรอยด์ผด ิ ปกติ หรือต่อมไทรอยด์เป็ นพิษ

อาการของผูท ้ ีม
่ ีภาวะน้าตาลในเลือดสูง
5. ปัสสาวะบ่อยในช่วงเวลากลางคืน แม้จะไม่คอ ่ ยได้ดม ื่ น้าก็ตาม
6. กระหายน้ามาก จนถึงขัน ้ ต้องดืม ่ น้าตลอดเวลา
7. ปวดศีรษะ และเหนื่อยง่าย
8. มองเห็นได้ไม่คอ ่ ยชัด โดยทีไ่ ม่เคยมีปญ ั หาเกีย่ วกับสายตามาก่อน
ใ น ร า ย ที่ มี อ า ก า ร รุ น แ ร ง ม า ก ขึ้ น ห รื อ ไ ม่ ไ ด้ ร ั บ ก า ร รั ก ษ า จ า ก แ พ ท ย์
จะเริม่ มีอาการอืน ่ ๆ ตามมา คือ
7. ปากแห้ง หายใจหอบสัน ้ ลมหายใจมีกลิน ่ ออกหวาน ๆ
8. อ่อนเพลีย ทานอาหารไม่ได้ น้าหนักลดลง
9. คิดอะไรไม่คอ ่ ยออก มีอาการสับสน
10. ถ้าหากมีแผล จะพบว่าแผลหายช้ากว่าปกติมาก
11. เป็ นลม หมดสติ
12. ปวดท้อง ท้องเสีย คลืน ่ ไส้อาเจียน
การดูแลดูตนเองเพือ ่ ป้ องกันภาวะน้าตาลในเลือดสูง มีดงั ต่อไปนี้
1 . ท า น ย า ล ด ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด อ ย่ า ง เ ค ร่ ง ค รั ด
ใ น ก ร ณี ที่ มี ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง จ น อ ยู่ ใ น เ ก ณ ฑ์ อั น ต ร า ย
แ พ ท ย์ จ ะ ใ ห้ ย า เ พื่ อ ล ด ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด
ซึง่ จะต้องทานอย่างเคร่งครัดร่วมไปกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวต ิ
2. ทานอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรค ถ้าได้รบ ั การรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ
แพทย์มกั จะให้นกั โภชนาการเป็ นผูก ้ าหนดอาหารเพือ ่ ควบคุมระดับน้าตาลในเลือ
ด ส่ ว น ม า ก ก็ มั ก จ ะ ใ ห้ ล ด ค า ร์ โ บ ไ ฮ เ ด ร ต แ ล ะ น้ า ต า ล ล ง
พ ร้ อ ม กั น นี้ ก็ ใ ห้ ดื่ ม น้ า ใ ห้ ม า ก ขึ้ น ก ว่ า เ ดิ ม
เพือ่ ให้น้าตาลบางส่วนถูกขับออกทางปัสสาวะแทน
3 . อ อ ก ก า ลั ง ก า ย
ก า ร อ อ ก ก า ลัง ก า ย จ ะ ช่ ว ย ใ ห้ ร่ า ง ก า ย ไ ด้ น า น้ า ต า ล ไ ป ใ ช้ เ ป็ น พ ลั ง ง า น
จึงช่วยให้ระดับน้าตาลในเลือดมีการลดลง
4 . ห มั่ น ต ร ว จ เ ลื อ ด อ ยู่ เ ส ม อ
เ พื่ อ เ ป็ น ก า ร ค ว บ คุ ม ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ไ ม่ ใ ห้ สู ง เ กิ น ก ว่ า ป ก ติ
ถ้ า ห า ก ป ฏิ บ ัติ ต า ม ทั้ง 2 วิ ธี แ ล้ ว แ ต่ ร ะ ดับ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ยั ง ไ ม่ ล ด ล ง
ก็ ค ว ร พิ จ า ร ณ า ถึ ง ปั จ จั ย อื่ น ๆ เ ช่ น
การทานยารักษาโรคบางชนิดทีอ ่ าจมีผลต่อระดับน้าตาลในเลือด เป็ นต้น

วิธีป้องกันภาวะน้าตาลในเลือดสูง
ก า ร ดู แ ล ดู ต น เ อ ง เ พื่ อ ป้ อ ง กั น ภ า ว ะ hyperglycemia
แนะน าการสัง เกตอาก าร ภาวะน้ า ตาลในเลื อ ดสู ง ( Hyperglycemia)
จะมีอาการ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้า น้าหนักลด อ่อนเพลีย คลืน ่ ไส้อาเจีย น
หอบ ร ะ ดั บ ค ว า ม รู ้ สึ ก ตั ว ล ด ล ง ซึ ม ล ง ห ม ด ส ติ
เมือ
่ มีอาการดังกล่าวให้รีบส่งโรงพยาบาล

3) ประเภทเรื้อรัง ได้แก่
2 . 1 ) ร ะ บ บ หั ว ใ จ แ ล ะ ห ล อ ด เ ลื อ ด เ มื่ อ ร ะ ดับ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง
น้ า ต า ล จ ะ ไ ป เ ก า ะ ที่ เ ม็ ด เ ลื อ ด แ ด ง ( Glycosylate hemoglobin)
ท า ใ ห้ ก า ร ป ล ด ป ล่ อ ย อ อ ก ซิ เ จ น จ า ก เ ม็ ด เ ลื อ ด แ ด ง ไ ป สู่ เ นื้ อ เ ยื่ อ ต่ า ล ง
เนื้ อ เยื่อ จึง ขาดออกซิเ จนและเกิด การเปลี่ย นแปลงของหลอดเลื อ ดแดงตามมา
ทั้ ง ห ล อ ด เ ลื อ ด แ ด ง ข น า ด ใ ห ญ่ ( macroangiopathy)
และหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก (microangiopathy) อาจเกิดการอุดตัน โป่ งพอง
ห รื อ ส ร้ า ง ห ล อ ด เ ลื อ ด ที่ ไ ม่ แ ข็ ง แ ร ง ขึ้ น ใ ห ม่ ท า ใ ห้ เ กิ ด ปั ญ ห า ที่ ต า
( diabeticretinopathy) ที่ ไ ต ( nephropathy)
นอกจากนี้ โรคเบาหวานทาให้มีภาวะไขมันผิดปกติ คือ มีระดับกรดไขมันอิสระ
และไตรกรีเซอร์ไรด์สูง ไขมันชนิด HDL (Hight Density Lipopotein) ต่าลง
LDL(Low Density Lipopotein) สู งขึ้น ระดับ โคเลสเตอรอลอาจปกติห รือสูง
ระดับไขมันทีส ้ มีผลต่อหลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ทาให้เกิดปัญหาผนังหลอดเ
่ ูงขึน
ลื อ ด แ ด ง แ ข็ ง ( atherosclerosis) โ ร ค ค ว า ม ดั น โ ล หิ ต สู ง
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคอัมพาตจากหลอดเลือดสมองตีบ
2.2) ระบบประสาท ระบบประสาทส่ ว นปลายประกอบด้ ว ยแอกซอน
( axon) ที่ หุ้ ม ด้ ว ย เ ยื่ อ มั ย อิ ลิ น ( myelin sheaths)
เมือ่ ระดับน้าตาลในเลือดสูงเป็ นเวลานานมีผลทาให้เกิดความเสือ ่ มของระบบประ
ส า ท ส่ ว น ป ล า ย ก า ร น า ก ร ะ แ ส ป ร ะ ส า ท ช้ า ก ว่ า ป ก ติ
ผู้ ป่ ว ย จ ะ มี ปั ญ ห า ก า ร สู ญ เ สี ย ก า ร รั บ ค ว า ม รู ้ สึ ก ช า ป ล า ย มื อ ป ล า ย เ ท้ า
ป ว ด ต า ม แ ข น ข า มี อ า ก า ร ป ว ด แ ส บ ป ว ด ร้ อ น บ ริ เ ว ณ ข า แ ล ะ เ ท้ า
เ จ็ บ ป ว ด เ ห มื อ น เ ข็ ม แ ท ง อ า ก า ร มั ก จ ะ เ ป็ น รุ น แ ร ง เ ว ล า ก ล า ง คื น
และการลงน้าหนักของเท้าผ่านกระดูกในขณะทีม ่ ีอาการชาทาให้เกิดแผลขอบแข็
ง ที่ ต ร ง ฝ่ า เ ท้ า ไ ด้ บ า ง ร า ย มี อ า ก า ร เ สื่ อ ม ข อ ง ร ะ บ บ ป ร ะ ส า ท อั ต โ น มั ติ
ท า ใ ห้ มี ปั ญ ห า อ า ห า ร ไ ม่ ย่ อ ย ท้ อ ง ผู ก ห รื อ ถ่ า ย อุ จ จ า ร ะ บ่ อ ย
ระบบประสาททีก ่ ระเพาะปัสสาวะเสือ ่ มทาให้ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายปัสสา
วะให้เป็ นปกติได้
2 . 3 ) ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น ท า ง ต า
ก า ร เ สื่ อ ม ข อ ง จ อ ต า จ า ก โ ร ค เ บ า ห ว า น ( Diabetic retinopathy)
เ ป็ น ส า เ ห ตุ น า ใ ห้ เ กิ ด ต า บ อ ด ไ ด้
สาเหตุ ข องความผิด ปกติเ กิ ด จากการเปลี่ย นแปลงของหลอดเลื อ ดแดงเล็ ก ๆ
ที่ จ อตา เนื่ อ งจากเนื้ อ เยื่ อ ขาดออกซิ เ จนนอกจากการเสื่ อ มของจอตาแล้ ว
ผู้ ป่ ว ย ที่ ค ว บ คุ ม โ ร ค ไ ด้ ไ ม่ ดี ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง
มัก จะมี ก ารเปลี่ ย นแปลงของสายตาเกิ ด ขึ้ น คื อ มองไกลๆ จะเห็ น ไม่ ช ัด
ค ว า ม ผิ ด ป ก ติ นี้ เ กิ ด ขึ้ น
เนื่องจากความเข้มข้นของกลูโคสภายในเลนส์ตาสูงขึน ้ กลูโคสนี้จะถูกเปลีย่ นไปเป็
น ซ อ ร์ บิ ท อ ล ซึ่ ง จ ะ ส ะ ส ม อ ยู่ ใ น เ ล น ส์ ต า แ ล ะ เ กิ ด Osmolar gradient
เลนส์จะดูดน้าไว้ จึงบวมและเกิดความผิดปกติแบบคนสายตาสัน ้
2 . 4 ) ภ า ว ะ แ ท ร ก ซ้ อ น ท า ง ไ ต แ ล ะ ร ะ บ บ ท า ง เ ดิ น ปั ส ส า ว ะ
จากการเปลีย่ นแปลงของหลอดเลือดทาให้เกิดพยาธิสภาพทีก ่ รองไต (glomeruli)
เ กิ ด ปั ญ ห า ที่ เ รี ย ก ว่ า Diabetic nephopathy
มี โ ป ร ตี น ข น า ด เ ล็ ก รั่ ว อ อ ก ม า เ พิ่ ม ขึ้ น เ รื่ อ ย ๆ แ ล ะ ข น า ด ใ ห ญ่ ขึ้ น
(macroalbuminuria)อัตราการกรองลดลง ผู้ป่วยจะมีอาการบวมมีของเสียคั่ง
โ ป ร ตี น ใ น เ ลื อ ด ต่ า จ น ใ น ที่ สุ ด เ กิ ด ภ า ว ะ ไ ต ว า ย
ผู้ ป่ ว ย เ บ า ห ว า น ที่ เ ป็ น ม า น า น จ ะ พ บ ว่ า ห ล อ ด เ ลื อ ด แ ด ง ที่ ไ ต แ ข็ ง
( arteriosclerosis) ทั้ ง afferent แ ล ะ efferentglomerular arteries
ปั จ จั ย เ สี่ ย ง ที่ ท า ใ ห้ ไ ต ว า ย ใ น ผู้ ป่ ว ย เ บ า ห ว า น ไ ด้ แ ก่
ภ า ว ะ ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง ภ า ว ะ ค ว า ม ดั น โ ล หิ ต สู ง
ก า ร รั บ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร ที่ มี โ ป ร ตี น สู ง ปั จ จั ย ท า ง พั น ธุ ก ร ร ม
เ ชื้ อ ช า ติ ร ะ ย ะ เ ว ล า ใ น ก า ร เ ป็ น โ ร ค เ บ า ห ว า น โ ร ค เ บ า ห ว า น ช นิ ด ที่ 1
เสีย่ งต่อไตวายมากกว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 2
2 . 5 ) ร ะ บ บ เ ลื อ ด
ใ น ภ า ว ะ ที่ ก า ร ค ว บ คุ ม โ ร ค เ บ า ห ว า น ไ ม่ ดี มี ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง
ห รื อ มี ก า ร ส ะ ส ม ข อ ง ส า ร คี โ ต น ใ น เ ลื อ ด
จะมีความผิดปกติของระบบเลือดได้หลายอย่าง พบว่าเม็ดเลือดแดงจะมีอายุสน ้ ั ลง
เ ก ล็ ด เ ลื อ ด จ ะ ยึ ด เ ก า ะ แ ล ะ ร ว ม ตั ว กั น ไ ด้ ง่ า ย
ความผิดปกติของเกล็ดเลือดนี้อาจมีบทบาททาให้เกิดการเสือ ่ มของหลอดเลือดทีม ่ ี
อยู่ แ ล้ ว รุ น แรงมากขึ้ น นอกจากนี้ เ ม็ ด เลื อ ดขาวชนิ ด Polymorphonuclear
ยั ง ท า ห น้ า ที่ ต่ อ ต้ า น เ ชื้ อ โ ร ค ไ ด้ ไ ม่ ดี ก า ร ฆ่ า แ บ ค ที เ รี ย ก็ เ สื่ อ ม ล ง ด้ ว ย
ลิมโฟซัยท์ซึ่งมีบทบาทในการทาลายสิง่ แปลกปลอมทีอ ่ ยูใ่ นกระแสเลือดและทีเ่ กีย่
ว ข้ อ ง กั บ เ ซ ล ล์ ก็ เ สื่ อ ม ห น้ า ที่ เ ช่ น กั น
ท าให้ผู้ป่ วยเบาหวานมี ค วามต้านทานโรคต่ากว่าคนปกติ เกิด การติด เชื้ อต่างๆ
เช่นstaphylococcus, streptococcus,วัณโรคปอด, เชื้อรา ได้งา่ ย
2 . 6 ) แ ผ ล ที่ เ ท้ า
เป็ นภาวะแทรกซ้อนทีพ ่ บได้บอ่ ยเนื่องจากผูป ้ ่ วยเบาหวานมักมีภาวะปลายประสา
ทอักเสบ (เท้าชา เกิดแผลง่าย) ภาวะขาดเลือดเนื่องจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง
และตีบ (เท้า เป็ นแผลหายยาก หรื อ เป็ นเนื้ อ ตายเน่ า ) ร่ว มกับ ภาวะติด เชื้ อ ง่าย
เนื่ อ งจากภู มิ คุ้ ม กัน โรคต่ า ดัง กล่ า วข้ า งต้ น บ างครั้ง แผลอาจลุ ก ลามรุ น แรง
ห รื อ เ ป็ น เ นื้ อ ต า ย เ น่ า ( Gangrene) จ า เ ป็ น ต้ อ ง ตั ด นิ้ ว เ ท้ า ห รื อ ตัด เ ท้ า
เ กิ ด ภ า ว ะ พิ ก า ร ไ ด้
ผูป
้ ่ วยเบาหวานควรหลีกเลีย่ งการสูบบุหรีเ่ พราะจะเสริมให้เกิดภาวะขาดเลือดเลี้ยง
เท้าได้มากขึน ้ และควรดูแลเท้าอย่าให้เกิดแผล

3) แนวทางดูแลตนเองเพือ ่ ป้ องกันภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง ในผูป


้ ่ วยเบาหวาน 3
อวัยวะหลักได้แก่ ตา ไต เท้า
้ ตาและเบาหวานลงไต
3.1แนวทางในการป้ อนกันเบาหวานขึน
โรคเบาหวานขึน ้ ตาและเบาหวานลงไตเป็ นโรคแทรกซ้อนทีพ ่ บเฉพาะผูเ้ ป็
นเบาหวาน
ดังนัน ้ ถ้าสามารถควบคุมระดับน้าตาลให้เหมือนคนปกติก็จะไม่เกิดโรคแทรกซ้อ
นดังกล่าว
ในความเป็ นจริงเป็ นไปได้ยากมากทีจ่ ะควบคุมระดับน้าตาลในเลือดในผูเ้ ป็ นเบา
หวานให้เหมือนคนปกติโดยเฉพาะในผูท ้ เี่ ป็ นเบาหวานมานาน ๆ
ส่วนหนึ่งเนื่องจากอาจจะเพิม ่ ความเสีย่ งต่อการเกิดภาวะน้าตาลต่าในเลือดจากกา
รรักษา ซึง่ จะเป็ นผลเสียแก่คนไข้ได้
ดังนัน ้ เป้ าหมายการควบคุมระดับน้าตาลเพือ ้ ตาแ
่ ป้ องกันการเกิดโรคเบาหวานขึน
ละเบาหวานลงไตก็จะขึน ้ กับอายุ ระยะเวลาทีเ่ ป็ นเบาหวาน
ตลอดจนโรคประจาตัวของผูป ้ ่ วย โดยทั่วไปจะแนะนาให้ระดับน้าตาลสะสม
(HbA1c) น้อยกว่า 7%
นอกจากนี้การควบคุมความดันโลหิตก็จะมีสว่ นอย่างมากในการป้ องกันและชะลอ
การเกิดโรคเบาหวานขึน ้ ตาและเบาหวานลงไต
โดยทั่วไปมักจะแนะนาให้ความดันโลหิตตัวบนไม่เกิน 130 มม.ปรอท
และความดันโลหิตตัวล่างไม่เกิน 80 มม.ปรอท
ในกรณีทผ ี่ ป
ู้ ่ วยเบาหวานเกิดเบาหวานลงไตระยะหลัง ๆ
เช่นการทางานของไตเสือ ่ ม
พบว่าการควบคุมระดับความดันโลหิตอย่างเข้มงวดจะมีประโยชน์
มากกว่าการควบคุมระดับน้าตาลอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ใน
ผูป
้ ่ วยเบาหวานทีม ่ ีไข่ขาวรั่วออก มาในปัสสาวะ
การใช้ยาลดความดันโลหิตในกลุม ่ ACEI (angiotensin-converting
enzyme inhibitors) หรือ ARB (angiotensin receptor blockers)
จะสามารถชะลอการเสือ ่ มของไตได้
การใช้ยากลุม ่ นี้ก็ควรต้องอยูภ ่ ายใต้คาแนะนาของแพทย์
เนื่องจากในระยะแรกของโรคเบาหวานขึน ้ ตาและเบาหวานลงไต
ผูเ้ ป็ นเบาหวานจะไม่มีอาการผิดปกติ
การตรวจค้นหาภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวจึงมีความสาคัญและจะทาให้เริม ่ การรักษ
าได้เร็ว ก่อนทีจ่ ะเกิดภาวะแทรกซ้อนทีเ่ ป็ นมากตามมา
ผูเ้ ป็ นเบาหวานควรได้รบ ั การตรวจจอรับภาพของตา
ตรวจปัสสาวะดูระดับไข่ขาวและตรวจเลือดดูการทางานของไตปี ละหนึ่งครัง้ ในก
รณีทยี่ งั ไม่เคยตรวจพบความผิดปกติมาก่อน
และควรตรวจให้บอ ้ ถ้าตรวจพบภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวแล้ว
่ ยขึน
สรุปแนวทางดังนี้
1.รักษาระดับน้าตาลในเลือดให้คงที่ ซึง่ ในผูป
้ ่ วยเบาหวาน
ระดับน้าตาลควรอยูใ่ นช่วงระหว่าง 80-180 mg/dL
2.ค่าระดับน้าตาลสะสม(HbA1C)ควรน้อยกว่า 7%
3.รักษาระดับความกันตัวบนไม่เกิน 130 ตัวล่างไม่เกิน 80 มม.ปรอท
4.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควบคุมอาหารทีม ่ ีรสหวานและอาการกลุม

คาร์โบไฮเดรต ไขมัน(ข้าว แป้ ง น้าตาล เผือก มัน) รับประทานแต่น้อย
ในประมาณทีเ่ หมาะสม
5.รับประทานยา ต่อเนื่องสม่าเสมอ หลีกเลีย่ งยาและสมุนไพรอืน
่ ๆ
นอกเหนือจากแพทย์ส่งั
6.เข้ารับการตรวจประเมินระดับน้าตาลและประเมินโรคเบาหวาน
เป็ นประจาตามนัด
3.2
แนวทางป้ องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันและโรคหลอดเลือดสมองในผู้
ป่ วยเบาหวาน
โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองตีบตันสามารถพบได้ในคนที่
ไม่เป็ นเบาหวาน แต่ผเู้ ป็ นเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคเหล่านี้มากกว่าถึง 2-3 เท่า
เนื่องจากปัจจัยเสีย่ งของการเกิดโรค ได้แก่ ภาวะไขมันในเลือดสูง
ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ และน้าตาลในเลือดสูง เป็ นต้น
การป้ องกันการเกิดโรคดังกล่าวต้องอาศัยการควบคุมปัจจัยเสีย่ งหลาย ๆ
อย่างดังกล่าวร่วมกันคือ ควบคุมระดับไขมัน LDL คอเลสเตอรอลให้ได้น้อยกว่า
100 มก./ดล. โดยรับประทานยาในกลุม ่ statin
ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ไม่เกิน 130/80 มม.ปรอท หยุดสูบบุหรี่
ควบคุมระดับน้าตาลสะสม (HbA1c) ไม่ให้เกิน 7.0 หรือ7.5%
และในผูท ้ ม
ี่ ีความเสีย่ งสูงในการเกิดโรค เช่น อายุมากและมีปจั จัยเสีย่ งหลายอย่าง
อาจจะพิจารณาให้รบ ั ประทานยา aspirin ขนาด 81 มก.
เพือ่ ป้ องกันการเกิดโรคร่วมด้วย
วิธีการเลิกบุหรีเ่ พือ
่ ป้ องกันการเกิดโรคเบาหวาน
การเลิกบุหรีด
่ ว้ ยเทคนิค 5 ย
 โยนทิง้ ทิง้ บุหรีแ
่ ละอุปกรณ์ สูบ ทิง้ ไฟแช็ค
 ยืดเวลา ทาอย่างอืน
่ ก่อนค่อยสูบ
 ยืนหยัด ใจแข็ง ต่อสู้ ไม่กลับไปสูบ
 ยืดเหยียดกาย อาบน้า ออกกาลังกาย
 ยิม
้ สู้ อดทนในการเลิกสูบบุหรี่
ให้ความรูเ้ กีย่ วกับวิธีการเลิกบุหรี่ โดยแนะนาว่า
การเลิกบุหรีใ่ ห้สาเร็จนัน
้ ควรจะหยุดสูบในทันที หรือทีเ่ รียกกันว่า “หักดิบ”
พร้อมทาตามขัน ้ ตอนต่างๆ ดังนี้
1. ปรับพฤติกรรม : โดยในระยะแรกๆ ทีเ่ ลิกสูบ
มักจะเกิดอาการอยากบุหรีอ ่ ยูบ
่ อ
่ ยครัง้
ซึง่ ถือเป็ นอาการทีไ่ ม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด
เพราะเป็ นการเสพติดมาจากพฤติกรรมการสูบเดิม
ดังนัน ้ หากมีอาการอยากสูบบุหรี่ แนะนาให้เคีย้ วมะนาว
รับประทานอาหารทีม ่ ีรสเปรี้ยว หรือดมยาดม เพือ
่ แทนการสูบบุหรี่
2. หลีกเลีย่ งสถานทีห
่ รือช่วงระยะเวลาทีเ่ คยสูบบุหรีอ
่ ยูเ่ ป็ นประจา
เพราะความเคยชินเหล่านัน้ อาจจะเป็ นสาเหตุทาให้หวนกลับไปสูบบุหรีอ ่ ีกครัง้
3. การดืม ่ น้าก็เป็ นตัวช่วยทีด
่ ี เช่นกัน คนทีเ่ ลิกบุหรีค
่ วรดืม
่ น้าไม่ต่ากว่า 2
ลิตรต่อวัน
เพราะน้าจะเป็ นตัวช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและจะช่วยให้รา่ งกายฟื้ นตัวได้

เร็วยิง่ ขึน
4. การเลือกรับประทานอาหาร ควรหลีกเลีย่ งอาหารประเภท เผ็ด เค็ม มัน
หวาน เพราะอาหารประเภทเหล่านี้ก็เป็ นตัวกระตุน
้ ให้อยากสูบบุหรีเ่ ช่นกัน
5. การนามะนาวมาเป็ นตัวช่วย แนะนาให้หน ั มะนาวทัง้ เปลือกเป็ นชิน
้ เล็กๆ
ใส่กล่องพกติดตัวไว้
เมือ
่ มีความรูส้ ก
ึ อยากสูบบุหรีข ึ้ มาก็หยิบมะนาวขึน
่ น ้ มาอมและขณะเวลาอมควรอ
มช้าๆ และเคีย้ วเปลือกมะนาวแล้วกลืน
การทาเช่นนี้จะช่วยได้เพราะรสขมของผิวมะนาวจะช่วยทาให้รูส้ ก ึ ขมปากขมคอ
จนไม่อยากสูบบุหรี่
6. การออกกาลังกาย ควรออกกาลังกายทุกวัน วันละอย่างน้อย 30 นาที
เพราะการออกกาลังกายจะช่วยให้ปอดแข็งแรงและขับพิษออกมากับเหงือ่ ได้
7. การยา้ เตือนตนเอง หากคิดทีจ่ ะสูบบุหรีข ึ้ เมือ
่ น ่ ไหร่
ก็ขอให้ยา้ เตือนอยูเ่ สมอว่า ทีเ่ ลิกนัน
้ เพือ่ อะไร
และให้ทาตามเป้ าหมายการเลิกบุหรีต ่ ามทีต่ ง้ ั ใจไว้ให้ดท ี ส
ี่ ุด
(สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, 2556)

3.3 แนวทางการดูแลเท้าสาหรับผูป
้ ่ วยเบาหวาน (อัจฉรา
สุวรรณนาคินทร์,2557)
ผูท
้ เี่ ป็ นเบาหวานมักจะมีความผิดปกติของปลายประสาทโดย
เริม ่ ทีป
่ ลายเท้าก่อน ทา ให้มีเท้าชาผิดรูป เกิดหนังด้านและเกิดแผล หรือหาก
ไม่ระวังอาจเดินไปเตะหรือเหยียบของแหลมคม และเกิดแผลโดยไม่รต ู ้ วั จะรู ้
อีกทีวา่ เท้ามีแผลก็คอ ื มีคนอืน
่ ทักหรือมองเห็นว่ามีเลือดไหลทีเ่ ท้า
การเป็ นเบาหวานทา ให้แผลหายยากกว่าธรรมดา อีกทัง้ การทีไ่ ม่รส ู้ ก
ึ เจ็บทา
ให้ยงั ใช้เท้าเดินลงน้าหนักตามปกติตอ ่ ไป
แผลจึงถูกกดเหยียบกระแทกตลอดเวลา ทาให้แผล
ทีเ่ กิดขึน ้ นัน ้ ไม่สามารถหายได้
1. ควบคุมระดับน้าตาลในเลือดและตรวจเช็คค่าความดันโลหิตให้อยูใ่ น
เกณฑ์ปกติ เพือ
่ ป้ องกันไม่ให้หลอดเลือดและปลายประสาททีเ่ ท้าเสือ
่ ม
2. ทาความสะอาดเท้าทุกวันเช็ดเท้าให้แห้งทันทีดว้ ยผ้าเช็ดตัวหรือผ้า
นุ่มทีส
่ ะอาด โดยเฉพาะอย่างยิง่ ตามซอกระหว่างนิ้วควรเช็ดให้แห้งสนิท เพือ ่
ป้ องกันการอับชื้นซึ่งเป็ นสาเหตุทา ให้เกิดแผลได้งา่ ย ห้ามใช้แอลกอฮอล์เช็ด
เท้าทาความสะอาดเท้า เพราะจะทา ให้เท้าแห้งยิง่ ขึน ้ ไปอีก
3. สารวจเท้าและเล็บเท้าอย่างละเอียดทุกวัน ว่ามีแผล รอยแดง
บวมหนังด้าน หรือมีเล็บขบหรือไม่ โดยเฉพาะตามซอกระหว่างนิ้วเท้าซึง่ เป็ น
่ กั จะถูกมองข้าม โดยกาหนดให้การตรวจเท้าเป็ นส่วนหนึ่งของกิจวัตร
จุดอับทีม
ประจา วัน โดยเฉพาะถ้าเป็ นรองเท้าคูใ่ หม่ ในวันแรกต้องสารวจดูเท้าหลังใส่
รองเท้าคูใ่ หม่ ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ว่ามีรอยกดรอยถลอกหรือไม่
4. หากมีปญั หาเรือ
่ งสายตา มองไม่เห็น มองไม่ชดั
หรือไม่สามารถก้มลงสารวจเท้าได้เอง ควรใช้กระจกสะท้อนส่องดู
หรืออาจจะนั่งพาดกับโต๊ะ ส่องกระจกดู หรือให้ญาติหรือคนใกล้ชด
ิ ตรวจเท้าให้
5. ใช้ครีม หรือโลชั่นทาบางๆ บริเวณหลังเท้าและฝ่ าเท้า แต่หา้ ม
ทาบริเวณซอกระหว่างนิ้วเท้าเพราะจะทา ให้หมักหมมอับชื้นและเกิดการติด
เชื้อราได้งา่ ยซึง่ ถ้ามีการติดเชื้อราผิวหนังจะมีลกั ษณะเป็ นขุย เป็ นตุม
่ แดง มี
อาการคัน ต้องรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
6. หากต้องใช้น้าอุน ่ ควรใช้ขอ ้ ศอกตรวจระดับความร้อนของน้า
ก่อนทุกครัง้ อุณหภูมท
ิ ป
ี่ ลอดภัย คือ ไม่เกิน 35 องศาเซลเซียส
7. หากมีอาการเท้าเย็นในเวลากลางคืน ให้ใส่ถุงเท้า ห้ามใช้กระเป๋ า น้า
ร้อน กระเป๋ าไฟฟ้ า ขวดน้า ร้อน ยาทาหรือยานวดทีร่ อ้ น เช่นยาหม่อง หรือ
แผ่นร้อนวางหรือทาบ บริเวณเท้าโดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิดแผลลวก หรือ
เท้าพองโดยไม่รสู้ ก
ึ ตัว
8. ควรบริหารเท้าอย่างสม่า เสมอทุกวัน วันละ 2-3 ครัง้ ๆ ละ 5-10 นาที
9. ควรตัดเล็บทุกสัปดาห์หรือบ่อยกว่าเมือ ่ จา เป็ น
อัตราการงอกของเล็บประมาณ0.1- 0.2 มม.ต่อวัน การปล่อยทิง้ ไว้อาจ ทา
ให้เกิดเล็บขบหรือเล็บผิดรูปและเกิดการติดเชื้อตามมา ถ้าเล็บหนาตัดเอง
ไม่ได้ควรให้ผเู้ ชีย่ วชาญการดูแลเท้าตัดเล็บให้ สา หรับผูท้ ส
ี่ ามารถตัดเล็บได้
เองควรตัดเล็บภายหลังจากล้างเท้าและเช็ดเท้าแห้งแล้ว และควรตัดเล็บตาม
แนวขอบเล็บเท่านัน ้ แล้วใช้ตะไบขัดเพือ
่ ลบรอยคมและป้ องกันการเกิดเล็บขบ
10. หากมีหนังด้านเกิดขึน ้ ควรปรึกษาแพทย์ถงึ วิธีการดูแลหนังด้าน
อย่างปลอดภัย การดูแลตนเองเบื้องต้นอาจทา ได้โดยภายหลังอาบน้าและเช็ด
เท้าให้แห้งแล้ว ใช้หน
ิ ขัดเท้าเนื้อละเอียดถูหนังด้าน ให้เหลือเพียงบางๆ
โดยถูไปในทิศทางเดียวอย่างนุ่มนวล เพือ ่ ไม่ให้ผวิ แตกเป็ นแผล
ไม่ควรซื้อยากัดลอกตาปลามาใช้
11. ควรสวมถุงเท้าหรือถุงน่ องทีไ่ ม่แน่ นเกินไป ก่อนใส่รองเท้าเสมอ
เพือ
่ ป้ องกันการเกิดแผลจากการเสียดสี ถุงเท้าทีใ่ ส่ควรจะสะอาด นุ่ม และพอดี
หากถุงเท้า มีตะเข็บควรกลับด้านในออกเพือ ่ ไม่ให้ตะเข็บกดผิวหนังเป็ นแผล
และควรเปลีย่ นถุงเท้าทุกวัน ถ้าเป็ นผูท
้ ม
ี่ ีเหงือ่ มากอาจจา เป็ นต้องเปลีย่ น
ถุงเท้าในระหว่างวันด้วย
12. ตรวจดูรองเท้าภายในและภายนอกก่อนสวมใส่ทุกครัง้ เพือ ่ ป้ องกัน
่ า้ งใน เช่น เศษหินกรวด หรือวัตถุใดๆ ตกค้างอยู่ ซึง่
การมีสงิ่ แปลกปลอมอยูข
อาจทา ให้เกิดแผลโดยไม่รต ู ้ วั
13. ควรเลือกใส่รองเท้าทีพ ่ อดี ถูกสุขลักษณะ และเหมาะสมกับรูปเท้า
ไม่ใส่รองเท้าทีค ่ บั และหน้าแคบจนบีบหน้าเท้า หรือสัน ้ จนนิ้วเท้างอ
รองเท้าทีเ่ หมาะสมควรกว้างและยาวพอสา หรับนิ้วเท้าทุกนิ้ว สา หรับรองเท้า
คูใ่ หม่ควรใส่เพียงชั่วระยะเวลาสัน ้ ๆ ประมาณครึง่ ชั่วโมงในวันแรกๆ วันต่อไป
ค่อยๆ เพิม ่ เป็ นหนึ่งชั่วโมงโดยสลับกับรองเท้าคูเ่ ก่าแล้วเพิม่ เวลาในการใส่ให้
นานขึน ้ ทัง้ นี้เพือ
่ ให้รองเท้าค่อยๆ ขยายปรับตัวเข้ากับเท้าได้ดี
14. ไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่า เสมอ เพือ ่ ตรวจการประเมินของเท้า
และรับการตรวจเท้าอย่างละเอียด ตามเวลาทีเ่ หมาะสม
15. หากมีปญ ั หาใดๆ เกีย่ วกับเท้าแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบไปพบแพทย์
ทันที เพือ
่ วินิจฉัยได้ทน
ั ท่วงที และสามารถแก้ไขได้แต่เนิ่นๆ เพราะถ้า
มีแผลเกิดขึน ้ แผลจะมีโอกาสลุกลามอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง เป็ น
สาเหตุของการถูกตัดขาหรือเท้าได้
ข้อห้ามปฏิบตั เิ กีย่ วกับเท้า
1. ห้ามสูบบุหรี่ เพราะจะทา ให้เลือดไหลเวียนไปทีเ่ ท้าลดลง มีโอกาส
เกิดแผลได้งา่ ย และเมือ ้ จะทา ให้แผลหายช้าลง
่ มีแผลเกิด ขึน
2. ควรหลีกเลีย่ งการนั่งไขว่หา้ ง เพราะอาจจะกดทับเส้นประสาท
บริเวณหัวเข่าได้
3. ห้ามสวมถุงเท้าหรือพันผ้ายืดรอบ ขาแน่ นเกินไป เพราะจะทา ให้เลือด
ไหลเวียนไม่สะดวก
4. ห้ามแช่เท้าในน้า ทุกชนิด เพราะน้า จะชะเอาไขมันทีผ
่ วิ หนังออกไปทา

ให้ ผิวแห้ง และมีโอกาสเกิดแผลได้งา่ ย ขึน
5. ห้ามตัดเล็บลึกถึงจมูกเล็บ และ ห้ามตัดลึกเข้าไปในมุมเล็บ ถ้ามี
ปัญหาเรือ
่ งเล็บควรปรึกษาแพทย์ หรือพยาบาลผูเ้ ชีย่ วชาญต่อไป
6. ห้ามตัดหนังด้านด้วยตนเอง เพราะผูเ้ ป็ นเบาหวานมักมีปญ
ั หา
เรือ
่ งมือชา เท้าชาและสายตาไม่ ดี ทา ให้มีโอกาสตัดพลาดไปถูก
ผิวหนังบริเวณรอบๆ ได้
7. ห้ามใช้สารเคมีใดๆ ลอกหนัง ด้านด้วยตนเอง เพราะจะเป็ น
อันตรายต่อผิวและเกิดแผลได้
8. พยายามหลีกเลีย่ งการเดินเท้า เปล่าทัง้ ในบ้านและนอกบ้าน
เพราะอาจเดินเตะหรือเหยียบ สิง่ แปลกปลอมจนเกิดเป็ นแผล ได้
นอกจากนี้การเดินเท้าเปล่า จะเพิม
่ โอกาสในการเกิดหนังด้าน ทีฝ่ ่ าเท้า
และกัดเป็ นแผลตามมา ได้เช่นกัน
9. ห้ามเดินเท้าเปล่าบนพื้นผิวทีร่ อ้ น เช่น บนหาดทราย ระเบียงวัด
หรือพื้นซีเมนต์ ควรสวมถุงเท้า หรือรองเท้า และทาครีมกันแดด
บริเวณหลังเท้าเพือ
่ ป้ องกันแดดเผา
10. ห้ามใส่รองเท้าแตะประเภทคีบ ระหว่างนิ้วเท้า เพราะทา ให้เกิด
แผลตรงซอกนิ้วเท้าได้งา่ ย
“หลัก 10 ประการ” ทีช ่ ว่ ยให้ผเู้ ป็ นเบาหวานเลือกรองเท้าได้อย่าง
เหมาะสมเท้าคูน
่ ี้จะได้อยูก่ บ
ั เรานานๆ
1. ลักษณะรองเท้าทีเ่ หมาะสม รองเท้าทีเ่ หมาะสมกับผูท ้ เี่ ป็ นเบาหวาน ควร
มีสว่ นปิ ดป้ องกันปลายเท้าหากใช้เดินออกนอกบ้านควรจะหุม ้ ส้นเท้าด้วย ไม่
ควรมีตะเข็บแข็งอยูด ่ า้ นใน วัสดุทใี่ ช้ทา รองเท้าควรเป็ นหนังหรือผ้า เนื่องจากมี
ความยืดหยุน ่ และสามารถถ่ายเทอากาศและความชื้นได้ดี
2. เลือกรูปทรงรองเท้าทีเ่ หมาะกับรูปเท้า
เลือกรูปทรงรองเท้าทีเ่ หมาะสมและมีลกั ษณะ ใกล้เคียงกับรูปเท้าของเราก่อน
แล้วจึงลอง ขนาดของรองเท้า
3. ไม่มีมาตรฐานทีแ่ น่ นอนของขนาดรองเท้า
รองเท้าเบอร์เดียวกันจะมีขนาดต่างกันไปในแต่ละยีห ่ อ
้ แม้รองเท้ายีห
่ อ
้ เดียวกัน
ถ้ารูปทรงต่างกันขนาดก็แตกต่างกัน ดังนัน ้ ห้ามซื้อรองเท้าจากการดู เบอร์
ต้องลองสวมรองเท้าทัง้ สองข้างก่อนซื้อทุกครัง้
4. ลองสวมรองเท้าทัง้ สองข้างเสมอ
เท้าคนเราเปลีย่ นได้ทง้ ั ขนาดและรูปร่างในแต่ละช่วงอายุ โดยเฉพาะเท้าผูเ้ ป็ น
เบาหวานจะมีโอกาสเปลีย่ นแปลงได้งา่ ยกว่าคนทั่วไป
อีกทัง้ คนส่วนใหญ่มกั มีเท้าข้างใดข้างหนึ่งกว้างหรือยาวกว่าอีกข้างหนึ่ง
ดังนัน
้ ควรลองสวมรองเท้า ทัง้ สองข้างก่อนตัดสินใจซื้อทุกครัง้
5. ลองสวมเดินทุกครัง้ เมือ
่ เลือกรองเท้าได้แล้ว ต้องลองสวมเดินก่อนซื้อทุกครัง้
เพราะรองเท้าทีด
่ ี ต้องสวมสบายทัง้ ในขณะนั่ง ยืนและเดิน
6. ความยาวของรองเท้าทีเ่ หมาะสม ความยาวทีเ่ หมาะสม คือ
ใส่แล้วมีระยะระหว่างปลายนิ้วทีย่ าวทีส
่ ุดกับปลาย ของรองเท้าเหลือประมาณ 3/8
– 1/2 นิ้วฟุต หรือเท่ากับขนาดความกว้างของนิ้วหัวแม่มือ
7. ความกว้างของรองเท้าทีเ่ หมาะสม ความกว้างทีเ่ หมาะสม คือ
ส่วนทีก
่ ว้างทีส
่ ุดภายในรองเท้าควรกว้างเท่ากับ
ความกว้างทีส ่ ุดของเท้าและอยูใ่ นตาแหน่ งทีต
่ รงกัน
8. ส้นเท้าต้องอยูพ
่ อดีกบ
ั ส้นรองเท้า
ตาแหน่ งของส้นเท้าควรอยูต ่ รงกับตาแหน่ งของส้นรองเท้าและมีความ
กระชับพอดี เมือ่ เดินแล้วรองเท้าไม่เสียดสีและไม่หลุดจากส้นเท้ามากเกินไป
9. ถ้าใส่วสั ดุเสริมในรองเท้าต้องเปลีย่ นขนาดรองเท้าให้เหมาะสม
สาหรับผูท้ มี่ ีความจา เป็ นต้องใช้วสั ดุหรืออุปกรณ์ เสริมภายในรองเท้า เช่น
แผ่นรองใต้ฝ่าเท้า วัสดุเหล่านี้ทาให้รองเท้าคับขึน ้ ดังนัน้ เวลาเลือก
รองเท้าต้องใส่วสั ดุเสริมในรองเท้าก่อนลอง
เพือ
่ ให้ได้ขนาดของรองเท้าทีเ่ หมาะสม
10. เท้าเปลีย่ นขนาดได้ตามเวลาและชนิดของกิจกรรม
เท้าเปลีย่ นขนาดและรูปร่างได้ในแต่ละช่วงของวัน เท้ามักจะขยายหลัง
จากเดินมาก นั่งห้อยเท้านานๆ หรือออกกาลังกาย ดังนัน ้ ก่อนเลือก
รองเท้าต้องคานึงถึงเวลาและกิจกรรมทีจ่ ะนา ไปใช้ให้สอดคล้องกันด้วย
4.2 การรับประทานยาของผูป
้ ่ วยเบาหวาน
ยาและการรับประทานยาเบาหวาน
ผู้ป่ วยที่ได้รบ
ั การรัก ษาด้วยอินซู ลิน หรื อ ยากลุ่ม ที่มี ฤ ทธิก ์ ระตุ้นการหลั่ง
อิ น ซู ลิ น ค ว ร ร ะ มั ด ร ะ วั ง ก า ร เ กิ ด ภ า ว ะ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า
ให้ความรูเ้ กี่ย วกับอาการของภาวะน้ าตาลในเลือดต่า เช่น เวียนศีรษะ หน้ามื ด
เ ป็ น ล ม ใ จ สั่ น มื อ สั่ น ค ลื่ น ไ ส้ ผู้ ป่ ว ย ที่ ไ ด้ รั บ ย า ก ลุ่ ม beta blocker
อาจเพิ่ ม ความเสี่ย งต่อ การเกิ ด อาการ น้ า ตาลในเลื อ ดต่ า ขณะออกก าลัง กาย
ผู้ ป่ ว ย ที่ ไ ด้ รั บ ย า ก ลุ่ ม diuretic
บ า ง ตั ว อ า จ ท า ใ ห้ ป ริ ม า ต ร ข อ ง น้ า แ ล ะ เ ลื อ ด ใ น ร่ า ง ก า ย ล ด ล ง
เ กิ ด อ า ก า ร ข า ด น้ า แ ล ะ เ กิ ด ค ว า ม ไ ม่ ส ม ดุ ล ข อ ง เ ก ลื อ แ ร่ ไ ด้
ควรให้ ผู้ป่ วยดื่ม น้ า ให้ เ พี ย งพอ และผู้ป่ วยที่ไ ด้ร บ ั ยากลุ่ ม alpha blockers,
calcium channel blockers, ห รื อ vasodilators
อาจพบภาวะความดันโลหิตต่าหลังหยุดออกกาลังกาย ได้ ดังนั้น ควรเพิ่มระยะ
Cool-down หลังการออกกาลังกาย
ยากินก่อนอาหาร
ยากลุ่มนี้ ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายพร้อมทีจ่ ะใช้พลังงานจากแป้ งและน้าตาล
โ ด ย ก ร ะ ตุ้ น ตั บ อ่ อ น ใ ห้ ห ลั่ ง ฮ อ ร์ โ ม น อิ น ซู ลิ น อ อ ก ม า ณ
เ ว ล า ที่ ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด สู ง ห ลั ง จ า ก กิ น อ า ห า ร
โดยทั่ว ไปแล้ ว ยารุ่ น เก่ า มัก แนะน าให้ กิ น ก่ อ นอาหารประมาณ ๓๐ นาที
ส่วนยารุน ่ ใหม่สามารถกินก่อนอาหารทันทีได้ขน ึ้ กับความเร็วในการกระตุ้นตับอ่
อนของยาแต่ล ะตัว ยาที่แ นะน าให้ กิน ก่ อ นอาหาร ได้แ ก่ Chlorpropamide
Glibenclamide Gliclazide Metformin Glipizide
ข้อควรระวัง
เ มื่ อ กิ น ย า ก ลุ่ ม นี้ ก่ อ น อ า ห า ร แ ล้ ว
จ า เ ป็ น ต้ อ ง รับ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร ห ลัง กิ น ย า เ ส ม อ เ พ ร า ะ ถ้ า ไ ม่ กิ น อ า หาร
ฮอร์โมนอินซูลน ิ ทีถ
่ ูกกระตุน ้ ให้หลั่งออกมาจะทาให้ระดับน้าตาลในเลือดต่ากว่าร
ะดับ ปกติ จนอาจเกิด อาการข้า งเคี ย งที่รุ น แรงได้ เช่ น เดี ย วกับ กรณี ลื ม กิน ยา
ไ ม่ ค ว ร กิ น ย า ห ลั ง อ า ห า ร แ ท น
เ พ ร า ะ ย า จ ะ อ อ ก ฤ ท ธิ ์ ใ น ช่ ว ง ที่ ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ล ด ต่ า ล ง ไ ป แ ล้ ว
จึ ง ท า ใ ห้ ร ะ ดั บ น้ า ต า ล ล ด ต่ า ล ง ไ ป ม า ก ก ว่ า เ ดิ ม
โ อ ก า ส เ กิ ด ภ า ว ะ น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด จ ะ ต่ า ก ว่ า ร ะ ดั บ ป ก ติ จ ะ ม า ก ขึ้ น
ค ว ร เ ว้ น ย า ที่ ลื ม กิ น ไ ป โ ด ย ไ ม่ ต้ อ ง ท า น เ พิ่ ม เ ป็ น ส อ ง เ ท่ า
ส าหรับ ผู้ที่ไ ม่มี เ วลารับ ประทานอาหารที่แ น่ น อน เช่ น บางวัน ไม่ท านมื้ อ เช้ า
บ า ง วั น ไ ม่ ท า น มื้ อ เ ย็ น ก า ร กิ น ย า ก ลุ่ ม นี้ น อ ก จ า ก จ ะ ไ ม่ ไ ด้ ผ ล ดี แ ล้ ว
ยั ง มี โ อ ก า ส เ กิ ด น้ า ต า ล ใ น เ ลื อ ด ต่ า ก ว่ า ป ก ติ ไ ด้ ง่ า ย อี ก ด้ ว ย
จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเป็ นกรณีพเิ ศษ

ยากินพร้อมอาหาร
ยาลดน้าตาลในเลือดกลุม ์ ดั ขวางการดูดซึมน้าตาลจากลาไส้เล็ก
่ นี้ ออกฤทธิข
เ ข้ า สู่ ก ร ะ แ ส เ ลื อ ด จึ ง ค ว ร กิ น พ ร้ อ ม กั บ มื้ อ อ า ห า ร
โดยทั่ว ไปแนะน าให้กิน พร้อ มกับ อาหารค าแรก ยากลุ่ม นี้ ได้แ ก่ Acarbose
Voglibose
ข้อควรระวัง
ก า ร กิ น ย า ก ลุ่ ม นี้ ก่ อ น อ า ห า ร ห รื อ ห ลั ง อ า ห า ร เ ป็ น เ ว ล า น า น ๆ
ย า จ ะ ไ ม่ เ จ อ กั บ น้ า ต า ล ที่ ย่ อ ย แ ล ะ พ ร้ อ ม จ ะ ดู ด ซึ ม อ ยู่ ใ น ล า ไ ส้ เ ล็ ก
ถ้ า ลื ม กิ น ย า นี้ พ ร้ อ ม อ า ห า ร อ า จ ส า ม า ร ถ กิ น ย า ห ลั ง อ า ห า ร ทั น ที ไ ด้
แ ต่ ป ร ะ สิ ท ธิ ผ ล ข อ ง ย า จ ะ น้ อ ย ก ว่ า ก า ร กิ น ย า พ ร้ อ ม อ า ห า ร
สาหรับมื้อทีไ่ ม่ได้ทานอาหาร ไม่จาเป็ นต้องกินยากลุม ่ นี้

ยากินหลังอาหาร
ย า เ บ า ห ว า น ห ล า ย ก ลุ่ ม อ อ ก ฤ ท ธิ ์ ช่ ว ย ท า ใ ห้ อ วั ย ว ะ ต่ า ง ๆ
ใช้น้าตาลในกระแสเลือดทีด ่ ด
ู ซึมหลังรับประทานอาหารเพือ ่ ไปเก็บสะสมหรือเปลี่
ย น เ ป็ น พ ลั ง ง า น ไ ด้ ดี ขึ้ น จึ ง ส า ม า ร ถ กิ น ย า เ ห ล่ า นี้ ห ลัง อ า ห า ร ไ ด้ ท ั น ที
ย า ห ลั ง อ า ห า ร มี ห ล า ย ก ลุ่ ม ด้ ว ย กั น
ผู้ ป่ ว ย ห ล า ย ค น อ า จ ต้ อ ง กิ น ย า ห ลั ง อ า ห า ร ม า ก ก ว่ า 1 ช นิ ด
เพื่ อ ช่ ว ยเพิ่ ม ประสิ ท ธิ ผ ลในการรัก ษามากขึ้ น ยาเหล่ า นี้ ได้ แ ก่ Metformin
Pioglitazone Saxagliptin Vildagliptin

ข้อควรระวัง
ย า ก ลุ่ ม นี้ ส่ ว น ม า ก ส า ม า ร ถ กิ น ก่ อ น ห รื อ ห ลั ง อ า ห า ร ก็ ไ ด้
แ ต่ โ ด ย ทั่ ว ไ ป จ ะ แ น ะ น า ใ ห้ กิ น ห ลั ง อ า ห า ร ส า ห รั บ metformin
ซึ่ ง เป็ นยาที่ นิ ย มใช้ ม าก มี ผ ลข้ า งเคี ย งที่ พ บได้ บ่ อ ย คื อ คลื่ น ไส้ เบื่ อ อาหาร
บ่อยครัง้ จึงแนะนาให้ทานพร้อมอาหารคาแรก ซึง่ อาจช่วยลดอาการข้างเคียงนี้ ได้
ก ร ณี ลื ม กิ น ย า ก ลุ่ ม นี้ ห ลัง อ า ห า ร ไ ม่ น า น ม า ก ( ไ ม่ ค ว ร เ กิ น ค รึ่ ง ชั่ ว โ ม ง )
ส า ม า ร ถ ท า น ย า ทั น ที ที่ นึ ก ไ ด้ แ ต่ ถ้ า นึ ก ไ ด้ ใ ก ล้ อ า ห า ร มื้ อ ถั ด ไ ป แ ล้ ว
ไม่ตอ ้ งกินยาทีล่ ืมควรเก็บยาไว้กน ิ หลังอาหารมื้อถัดไปแทน

การรับประทานยาทีเ่ หมาะสม
6. แนะนาให้การรับประทานยาเบาหวานตามคาแนะนาของแพทย์
7. แนะนาห้ามไม่ให้เพิม
่ หรือลดขนาดยาเบาหวานด้วยตนเอง
8. แนะนาให้รบ
ั ประทานยาเบาหวานตรงตามเวลา
9. แนะนาห้ามไม่ให้ใช้ยาต้ม ยาสมุนไพร ในการรักษาโรคเบาหวาน
10. แนะนาห้ามไม่ให้ขอยืมยารักษาโรคเบาหวานของเพือ่ นบ้านเมือ
่ ยาห
มด

ข้อปฏิบตั เิ มือ
่ ลืมรับประทานยา
หากลืมรับประทานยาตามเวลาปกติทรี่ บ
ั ประทาน ถ้าปกติรบ
ั ประทาน 1 เม็ด
ให้รบ
ั ประทานยาทันทีทน
ี่ ึกได้จานวน 1 เม็ดโดยไม่ตอ
้ งเพิม
่ ขนาดยาเป็ น 2
เม็ดแทนเม็ดทีล่ ืมรับประทาน
ในกรณี ลืมรับประทานยาใกล้กบ
ั เวลารับประทานถัดไป
ให้รบ
ั ประทานยาในมื้อถัดไปในขนาด 1 เม็ด
โดยข้ามยาในมื้อทีล่ ืมไปและไม่ตอ
้ งเพิม
่ ขนาดยาเป็ น 2 เม็ด

8.3 การรับประทานอาหาร
อาหารแลกเปลีย่ นสาหรับผูป
้ ่ วยเบาหวาน
การควบคุมอาหาร
และเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมเป็ นสิง่ สาคัญอย่างยิง่ สาหรับผูป ้ ่ วยเบาหว
านในการควบคุมระดับน้าตาลในเลือดให้อยูใ่ นเกณฑ์ทต ี่ อ้ งการ
ดังนัน
้ ผูป
้ ่ วยจึงควรเรียนรูเ้ กีย่ วกับหมวดอาหารแลกเปลีย่ นเพือ
่ ให้สามารถเลือกรับ
ประทานอาหารได้อย่างถูกต้อง
หมวดอาหารแลกเปลีย่ น อาหารแลกเปลีย่ น 1 ส่วน
ในหมวดเดียวกันจะให้พลังงานและสารอาหารใกล้เคียงกันสามารถรับประทานแ
ลกเปลีย่ นกันได้
หมวดที่ 1 ข้าว แป้ ง 1 ส่วน เท่ากับ 1 ทัพพี มีโปรตีน 2 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 15 กรัม ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี
ในผูห
้ ญิง ควรรับประทาน 2-3 ส่วนต่อมื้อ และสาหรับผูช ้ ายรับประทาน 3-
4 ส่วนต่อมื้อ ซึง่ ในผูป
้ ่ วยเบาหวานควรเลือกรับประทานข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง
หรือขนมปังไม่ขดั สี เนื่องจากดูดซึมช้า
ช่วยควบคุมระดับน้าตาลไม่ให้ขน ึ้ สูงอย่างรวดเร็ว
หมวดที่ 2 ผัก ผักสุก 1 ส่วน 2 ถ้วยตวง หรือเท่ากับ 1 ทัพพี และผักดิบ 1
ถ้วยตวง หรือเท่ากับ 2 ทัพพี แบ่งออกเป็ น
ผัก ก. คือ ผักทีใ่ ห้พลังงานน้อยมาก รับประทานได้ตามต้องการ ได้แก่
ผักกาดขาว ผักกาดเขียว กะหล่าปลี มะเขือเทศ แตงกวา บวบ ฟักเขียว เป็ นต้น
ผัก ข. คือ ผักทีม
่ ีคาร์โบไฮเดรต 5 กรัม โปรตีน 2 กรัม ให้พลังงาน 25
กิโลแคลอรี อาหารกลุม ่ นี้มีวต
ิ ามินและใยอาหารมาก
ซึง่ ใยอาหารจะช่วยลดการดูดซึมน้าตาลและไขมันได้
หมวดที่ 3 ผลไม้ 1 ส่วน มีคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม ให้พลังงาน 60
กิโลแคลอรี ผลไม้ทุกชนิดมีน้าตาลเป็ นส่วนประกอบ
ผูป
้ ่ วยเบาหวานควรเลือกรับประทานเพียง 1 ชนิดต่อมื้อ
และหลีกเลีย่ งผลไม้ทมี่ ีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน ละมุด ขนุน
หมวดที่ 4 เนื้อสัตว์สุก 1 ส่วน 30 กรัม เท่ากับ 2 ช้อนโต๊ะ หรือ
เนื้อสัตว์ดบ
ิ 40 กรัม มีโปรตีน 7 กรัม มีปริมาณแคลอรี เพิม ่ ตามไขมัน เป็ น 35,
55, 75 และ100 กิโลแคลอรี่ ควรหลีกเลีย่ งการรับประทานเนื้อสัตว์ทม ี่ ีไขมันสูง
หมวดที่ 5 ไขมัน 1 ส่วน เท่ากับ 1 ช้อนชา ให้ไขมัน 5 กรัม และพลังงาน
45 กิโลแคลอรี่
- น้ามัน/เนย/มายองเนส 1 ช้อนชา
- กะทิ 1 ช้อนโต๊ะ
- เบคอนทอด 1 ชิ้น
- ครีมเทียม 4 ช้อนชา
- เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 6 เม็ด
- ถั่วลิสง 10 เม็ด
ควรเลือกใช้น้ามันพืชเนื่องจากไม่มีโคเลสเตอรอล หลีกเลีย่ งอาหารทอด
อาหารใส่กะทิ เบเกอรีต่ า่ งๆ
หมวดที่ 6 นม 1 ส่วน เท่ากับ 240 มล. มีโปรตีน 8 กรัม คาร์โบไฮเดรต
12 กรัม ปริมาณพลังงานแตกต่างกันตามปริมาณไขมันในนมชนิดนัน ้ ๆ
- นมสด มีไขมัน 8 กรัม ให้พลังงาน 150 กิโลแคลอรี่
- นมพร่องมันเนย มีไขมัน 5 กรัม ให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่
- นมขาดมันเนย มีไขมัน 0-3 กรัม ให้พลังงาน 90 กิโลแคลอรี่
ควรเลือกดืม
่ นมพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย หลีกเลีย่ งนมปรุงแต่งรส
และนมเปรี้ยวพร้อมดืม
่ เนื่องจากมีการเติมน้าตาล

สรุปการกินอาหารเพือ
่ ควบคุมระดับน้าตาลในเลือด
• กินอาหารให้หลากหลาย ครบทุกหมวดหมู่ เพราะจะได้รบ
ั สารอาหารทีค
่ รบถ้วน
• กินในปริมาณทีส ่ ม่าเสมอ และคงทีไ่ ม่ควรกินมากเกินไป
หรือน้อยเกินไปในบางมื้อ จะทาให้ระดับน้าตาล
ในเลือดควบคุมได้ยาก
• ผูท ้ ม ี่ ีน้าหนักเกิน ต้องลดปริมาณลง อาจจะเหลือเพียงครึง่ หนึ่งของทีเ่ คยกิน
• หลีกเลีย่ งการกินจุกจิกและกินอาหารไม่ตรงเวลา
อาจเกิดน้าตาลในเลือดต่าเกินไป
• กินข้าว ก๋วยเตีย๋ ว ขนมปัง ได้ตามปกติไม่ตอ ้ งลดลงมาก
นอกจากผูท ้ อี่ ว้ นให้ลดลงครึง่ หนึ่ง
• กินโปรตีนพอควรโดยเลือกเนื้อสัตว์ไม่ตด ิ มันและหนัง เลือกโปรตีนจากเนื้อปลา
เนื้อไก่ไม่ตด ิ หนัง และ
โปรตีนทีม ่ ีจากถั่วต่างๆ และเต้าหู้
• กินไข่สป ั ดาห์ละ 2-3 ฟอง ถ้าไขมันในเลือดสูงให้งดไข่แดง
• กินผลไม้ตามจานวนทีก ่ าหนด วันละ 2-3 ครัง้ แทนขนม
• กินผักให้มากขึน ้ ทุกมื้อ โดยเฉพาะผักใบชนิดต่างๆ ให้หลากหลายสี
• กินอาหารทีม ่ ีเส้นใยมาก เช่น ข้าวกล้อง ถั่วฝักยาว ถั่วแขก ผักทุกชนิด
• ใช้น้ามันพืชจาพวกน้ามันถั่วเหลืองในการผัด
น้ามันราข้าวในการทอดหรือผัดอาหารแต่พอควร
• กินอาหารทีม ่ ีไขมันน้อย เช่น ต้ม นึ่ง ย่าง ผัด ทีใ่ ช้น้ามันน้อยแทนการทอด
• หลีกเลีย่ งอาหารใส่กะทิอาหารทอด รวมทัง้ ขนมอบ เช่น พาย พัฟ ๊ เพสตรี้ฯลฯ
• หลีกเลีย่ งน้าหวาน น้าอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลตและขนมหวานชนิดต่าง ๆ
ใช้น้าตาลเทียมใส่เครือ ่ งดืม
่ และ
อาหารแทนการใช้น้าตาลทราย
• เลือกดืม ่ น้านมไม่มีไขมัน น้านมพร่องมันเนยแทนน้านมปรุงแต่งรส
• ผูท ้ เี่ ป็ นความดันเลือดสูง หรือโรคไตร่วมด้วย ไม่ควรกินอาหารรสเค็มจัด
ควรจะลดอาหารเค็ม
• ผูป ้ ่ วยทีร่ กั ษาด้วยยาฉี ดอินซูลน ิ ทีฤ่ ทธิย์ าอยูไ่ ด้นาน 24 ชั่วโมง
และออกฤทธิส์ ูงสุดในตอนเย็น หรือกลางคืน
อาจต้องจัดแบ่งอาหารออกเป็ น 4-6 มื้อ
โดยเพิม ่ อาหารว่างตอนบ่ายและมื้อกลางคืน เพือ ่ ป้ องกันภาวะ
น้าตาลต่าเกินไป ควรจัดแบ่งปริมาณให้เหมาะสม ไม่ให้บางมื้อมากเกินไป
หรือบางมื้อน้อยเกินไป
ผูป
้ ่ วยโรคเบาหวานในปัจจุบน ั มีอส
ิ ระในการเลือกอาหารมากขึน ้
และอาหารเบาหวานก็มไิ ด้แตกต่าง
จากอาหารคนปกติ แต่จะเป็ นลักษณะของอาหารทีม ่ ีน้าตาลน้อย ไขมันต่า
รสอ่อนเค็ม ซึง่ เป็ นอาหารที่
เหมาะสมสาหรับทุกคน มิใช่เฉพาะผูป ้ ่ วยเบาหวานเท่านัน

ผูป
้ ่ วยเบาหวานจาเป็ นต้องเรียนรูว้ ธิ ีการเลือกชนิดอาหาร ปริมาณทีก
่ น

การแลกเปลีย่ นและการ
ทดแทนอาหาร เพือ ่ จะสามารถควบคุมระดับน้าตาลในเลือดได้อย่างสม่าเสมอ.
ถึงแม้ระดับน้าตาลในเลือดปกติ

14. ส รุ ป เ นื้ อ ห า แ ล ะ ท บ ท ว น ห ลั ง ใ ห้ ค ว า ม รู ้
เปิ ดโอกาสให้ผู้ป่ วยโรคเบาหวาน ผู้ดูแ ล และอสม. ที่มี ข้อ สงสัย ซัก ถาม
และถามคาถามเพือ ่ ทบทวนความเข้าใจ
15. ทดสอบความรูผ ้ ป
ู้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด้ แ
ู ล
และอสม.หลังให้ความรูจ้ ากการจัดอบรม โดยให้ทาแบบทดสอบ
16. ประเมินผลความพึงพอใจในการเข้าร่วมโครงการ
โดยการแจกแบบสอบถามกับผูเ้ ข้าร่วมกิจกรรมทัง้ หมด
11. จัดรายการเสียงตามสายเรือ ่ งสาเหตุ อาการ ภาวะแทรกซ้อน
และการดูแลตนเองโดยการปรับเปลีย่ นพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ
ทัง้ การรับประทานยา และอาหารทีเ่ หมาะสมกับโรคเบาหวาน ทุกวันเสาร์
เวลา 6.30 - 7.00 น.
17. ประเมินผลการดาเนินงาน
ผูร้ บ
ั ผิดชอบ
นางสาวสวรส ศรีชยั
นางสาวอรยา เชาว์ประมวลกุล
นางสาวเบญจวรรณ
นางสาวอนงค์นาฏ
นายนนทวัฒน์ ศรีเผ้า
การประเมินผล
ระหว่างดาเนินการ
4. ผูป ้ ่ วยโรคเบาหวาน ผูด
้ แ
ู ล และอสม. จานวน...... คน
เข้าร่วมกิจกรรมปรับเปลีย่ นพฤติกรรมสุขภาพ
5. มีผรู้ ว่ มโครงการสนใจบอร์ดให้ความรูเ้ กีย่ วกับโรคเบาหวาน
6. ผูเ้ ข้าร่วมโครงการให้ความร่วมมือ
และสนใจซักถามแลกเปลีย่ นความคิดเห็นระหว่างทากิจกรรม
หลังสิน
้ สุดโครงการ
3. ประเมินความรูห ้ ลังให้ความรูจ้ ากการจัดอบรม โดยให้ทาแบบสัมภาษณ์
โดยสามารถตอบคาถามได้มากกว่า 70 %
4. ผูท ้ ท
ี่ าแบบประเมินผลความพึงพอใจในการเข้าร่วมโครงการ
โดยการแจกแบบสอบถามกับผูเ้ ข้าร่วมกิจกรรมทัง้ หมดร้อยละ 90
มีความพึงพอใจระดับมาก

ประเมินผล

งบประมาณ จานวน.........บาท
อุปกรณ์ วัสดุ ครุภณ
ั ฑ์ งบประมาณ
กิจกรรมที่ 1
ปรับเปลีย่ นพฤติกรรมสุขภาพสาหรับกลุม ่ ผูป
้ ่ วยโรคเบาหวาน
- แบบสัมภาษณ์ ผป ู้ ่ วย 30 ชุด 40
- แบบสัมภาษณ์ ผด ู้ ผ ู ป
ู้ ่ วย 20 ชุด
- แบบสัมภาษณ์ อสม. 25 ชุด
- แผนทีห ่ มูบ
่ า้ น 20 ชุด
กิจกรรมที่ 2 ออกกาลังกาย ช่วยผ่อนคลาย ร่างกาย จิตใจเรา
- ฟิ วเจอร์บอร์ดขนาดใหญ่ 2 แผ่น
- แผ่นพับให้ความรู ้ 40 แผ่น
- กระดาษ2หน้า 2 ม้วน
กิ จ ก ร ร ม ที่ 3
ให้ความรูผ้ ป
ู้ ่ วยและผูด
้ ูแลโดยการลงพื้นทีเ่ ชิงรุก
- แผ่นพับให้ความรู ้ 20 แผ่น
- ฟิ วเจอร์บอร์ดขนาดใหญ่ 2 แผ่น
- กระดาษ2หน้า 2 ม้วน
อาหารว่าง 200
150
- น้าเปล่า 2 ลัง + น้าแข็ง
- ผลไม้ 1 ลัง (ส้ม)
งานเอกสาร
- ถ่ายเอกสารแบบสอบถามและแบบประเมินผล
- จัดทารูปเล่มรายงาน
รวมงบประมาณ